Industry News

ธนาคารไทยทดลอง Encrypted‑RAG: ให้ LLM ตอบคำถามสินเชื่อโดยไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า

admin January 16, 2026 2 views
ธนาคารไทยทดลอง Encrypted‑RAG: ให้ LLM ตอบคำถามสินเชื่อโดยไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า

การผสานปัญญาประดิษฐ์เข้าไปในงานบริการทางการเงินกำลังเปลี่ยนโฉมระบบสินเชื่อ แต่ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้ายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ล่าสุดธนาคารไทยเปิดตัวโครงการทดลอง "Encrypted‑RAG" ที่นำ Large Language Models (LLM) มาทำหน้าที่ตอบคำถามด้านสินเชื่อโดยไม่เปิดเผยข้อมูลดิบของลูกค้า เทคนิคนี้ผสานการเข้ารหัสขั้นสูงกับ Multi‑Party Computation (MPC) และระบบติดตามการเข้าถึงข้อมูล (Audit‑Trail) เพื่อให้คำตอบมีความแม่นยำ ขณะเดียวกันยังคงการคุ้มครองข้อมูลตามมาตรฐานและข้อกำหนดด้านกฎหมาย

บทความนี้จะพาอ่านภาพรวมของสถาปัตยกรรม Encrypted‑RAG ผลลัพธ์จากการทดลองภายในธนาคาร รวมถึงตัวอย่างการใช้งานจริงที่ช่วยลดเวลาในการอนุมัติสินเชื่อและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามฝ่าย เราจะวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เหลืออยู่—ทั้งเชิงเทคนิคและเชิงนโยบาย—และเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับสถาบันการเงินที่สนใจนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ โดยคำนึงถึงมิติความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

1. บทนำ: ข่าวสำคัญและเหตุผลที่ควรติดตาม

1. บทนำ: ข่าวสำคัญและเหตุผลที่ควรติดตาม

ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของไทยได้เริ่มโครงการทดลองใช้เทคนิค Encrypted‑RAG (Retrieval‑Augmented Generation ที่เข้ารหัสข้อมูล) เพื่อให้โมเดลภาษาใหญ่ (LLM) ตอบคำถามเกี่ยวกับการขอสินเชื่อโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลลูกค้า ขณะเดียวกันโครงการทดลองยังผสานเทคโนโลยี Multi‑Party Computation (MPC) และระบบ Audit‑Trail เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความโปร่งใสของกระบวนการ ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลข่าวสารที่มีความอ่อนไหว ซึ่งถือเป็นข่าวสำคัญสำหรับภาคการเงินที่กำลังปรับตัวเข้าสู่การใช้ AI อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามกฎระเบียบ

None

โครงการนี้ดำเนินการโดยธนาคารพาณิชย์ไทยร่วมกับผู้ให้บริการเทคโนโลยี AI และพันธมิตรด้านความปลอดภัยข้อมูล โดยระบุระยะเวลาทดลองเป็นรอบเบื้องต้นประมาณ 6 เดือน เริ่มในไตรมาสแรกของปีถัดไป (รายละเอียดช่วงเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามแผนงานจริง) เป้าหมายเชิงธุรกิจที่ประกาศได้แก่การลดเวลาการตัดสินสินเชื่อ, เพิ่มความแม่นยำในการตอบคำถามของระบบ, และลดความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลลูกค้า ตัวชี้วัด (KPI) หลักของโครงการได้แก่:

  • ลดเวลาในการตัดสินสินเชื่อ ให้ได้อย่างน้อย 30–50% เมื่อเทียบกับกระบวนการเดิม (เช่น ลดจากเฉลี่ยหลายวันเป็นภายใน 24–48 ชั่วโมง)
  • เพิ่มความแม่นยำของคำตอบ ให้สูงกว่า 90% ในคำถามเชิงข้อมูลสินเชื่อทั่วไปและการให้คำแนะนำพื้นฐาน
  • ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล โดยตั้งเป้าให้ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลที่ถอดออกได้จากโมเดล (target: zero‑data leakage) ผ่านการเข้ารหัสและ MPC
  • ระบบ Audit‑Trail ที่บันทึกและตรวจสอบได้ 100% ของคำขอและคำตอบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังและตอบข้อกำกับดูแลได้

บริบทด้านการกำกับดูแลของไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันโครงการนี้ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และแนวทาง/คำแนะนำจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้สถาบันการเงินต้องจัดการข้อมูลส่วนบุคคลด้วยมาตรการเชิงเทคนิคและกระบวนการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการภายนอกและการตรวจสอบ (oversight & audit) ซึ่งเทคโนโลยี Encrypted‑RAG ที่รวม MPC และ Audit‑Trail จะช่วยให้การใช้งาน LLM อยู่ภายใต้กรอบ PDPA และการควบคุมภายในของธนาคารได้ดีขึ้น

สรุปคือ โครงการทดลองนี้ไม่เพียงเป็นการทดสอบศักยภาพของ AI ในงานบริการสินเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีทดสอบเชิงนโยบายที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการเงินไทย — หากประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การขยายการใช้งาน LLM แบบคุมความเสี่ยงในบริการอื่น ๆ ของธนาคาร และเป็นแบบอย่างในการผสมผสานเทคโนโลยีความเป็นส่วนตัวเข้ากับการปฏิบัติงานจริง

2. Encrypted‑RAG คืออะไร: หลักการและความแตกต่างจาก RAG ปกติ

2. Encrypted‑RAG คืออะไร: หลักการและความแตกต่างจาก RAG ปกติ

RAG (Retrieval‑Augmented Generation) โดยสรุปคือสถาปัตยกรรมที่ผสานความสามารถของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) กับการดึงข้อมูลจากแหล่งความรู้ภายนอก (retrieval) เพื่อให้คำตอบที่มีความถูกต้องและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ใน RAG แบบดั้งเดิม ข้อความหรือ embedding ของเอกสารจะถูกเก็บในรูปของดัชนีที่สามารถค้นหาได้ (indexes) เมื่อมีคำถาม ระบบจะดึงเอกสารที่เกี่ยวข้องมาป้อนให้ LLM เพื่อสร้างคำตอบ

Encrypted‑RAG คือการดัดแปลง RAG ในระดับสถาปัตยกรรมเพื่อให้การดึงข้อมูลและการประมวลผลเกิดขึ้นโดยที่ข้อมูลต้นฉบับยังคงถูกเข้ารหัสอยู่เสมอ (data remains encrypted at rest and during retrieval) เป้าหมายหลักคือการรักษาความลับของข้อมูลลูกค้า (data confidentiality) โดยเฉพาะในบริบทเช่นธนาคารหรือองค์กรที่มีข้อมูลส่วนบุคคลและการเงินสูง ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัว เช่น PDPA/GDPR

เหตุผลสำคัญที่ต้อง เข้ารหัสก่อน retrieval มาจากความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกเปิดเผยระหว่างขั้นตอนการดึงหรือระหว่างการประมวลผลของ LLM ใน RAG ปกติ ข้อความหรือ embedding อาจถูกเก็บเป็น plaintext หรือถูกเข้าถึงได้ภายในสภาพแวดล้อมที่กว้างกว่า ซึ่งเพิ่ม surface ของการรั่วไหล ในทางตรงกันข้าม Encrypted‑RAG ลดความเสี่ยงนี้โดยออกแบบให้การค้นหาและการจัดอันดับทำได้บนข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสหรือผ่านช่องทางคำนวณที่ปลอดภัย

หลักการทำงานเชิงเทคนิคของ Encrypted‑RAG แบ่งเป็นส่วนสำคัญได้ดังนี้

  • Encrypted indexes: ดัชนีของเอกสาร (เช่น embedding vectors หรือ metadata) ถูกเข้ารหัสก่อนจัดเก็บ โดยใช้เทคนิคเช่น searchable encryption, encrypted vector databases หรือการแปลง embedding ไปสู่รูปแบบที่ไม่เผยข้อมูลต้นฉบับ ทำให้ผู้ดูแลระบบปกติไม่สามารถอ่านเนื้อหาได้โดยตรง
  • Secure retrieval: การค้นหาและดึงเอกสารทำในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่น ผ่าน Multi‑Party Computation (MPC), Trusted Execution Environments (TEE / secure enclaves) หรือโปรโตคอลการค้นหาแบบเข้ารหัส ที่อนุญาตให้ประมวลผลการจับคู่ (matching) ระหว่าง query กับ indexes โดยไม่เปิดเผย plaintext ของทั้งสองฝ่าย
  • Homomorphic‑like interactions: ถึงแม้ยังไม่ใช่การคำนวณเชิงพาณิชย์แบบ fully homomorphic encryption (FHE) ในทุกกรณี แต่ Encrypted‑RAG มักใช้แนวทางที่คล้ายคลึง เช่น partial homomorphic operations, secure inner‑product protocols หรือการประมวลผลเชิงสถิติบน ciphertext เพื่อคำนวณคะแนนความใกล้เคียง (similarity) โดยไม่ถอดรหัสข้อมูล

ตัวอย่างเชิงปฎิบัติ: เมื่อลูกค้าสอบถามสถานะคำขอสินเชื่อ ระบบจะส่ง query ที่เข้ารหัสหรือผ่าน MPC ไปยังฐานดัชนีที่เข้ารหัส ผลลัพธ์ที่ได้คือรายการเอกสารอ้างอิงที่ยังคงถูกเข้ารหัสหรือถูกถ่ายทอดผ่านเส้นทางปลอดภัย ต่อมาเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น (เช่น structured summary ที่ผ่านการอนุญาต) จะถูกถอดรหัสภายใน enclave เพื่อป้อนให้ LLM ช่วยสร้างคำตอบ โดยไม่มีการเปิดเผย PII ของลูกค้าให้กับโมเดลภายนอกหรือผู้ดูแลระบบทั่วไป

ข้อดีสำคัญเมื่อเทียบกับ RAG แบบไม่เข้ารหัส ได้แก่

  • Privacy‑by‑design: ลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลและช่วยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล
  • ลด attack surface: แม้ว่าบัญชีผู้ใช้หรือเซิร์ฟเวอร์ถูกบุกรุก ข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสยังคงมีความปลอดภัยกว่า
  • ควบคุมการเข้าถึงแบบละเอียด: สามารถผนวกกับนโยบายคีย์ การอนุญาตแบบหลายฝ่าย (MPC) และ audit‑trail เพื่อบันทึกการเข้าถึงที่ตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม Encrypted‑RAG มีข้อจำกัดที่ธุรกิจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • Latency และประสิทธิภาพ: โปรโตคอลการประมวลผลแบบปลอดภัย (เช่น MPC หรือ TEE) มักเพิ่มความล่าช้าและใช้ทรัพยากรสูงกว่า retrieval แบบ plaintext — การทดสอบเชิงประสิทธิภาพในงานจริงมักพบว่า latency อาจเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า (ประมาณ 2–10 เท่า ขึ้นกับวิธีและขนาดข้อมูล)
  • ความซับซ้อนในการออกแบบและการจัดการ: ต้องการการจัดการคีย์ที่เข้มงวด การออกแบบโปรโตคอลที่ถูกต้อง และความชำนาญทางวิศวกรรมสูง ทำให้ต้นทุนการพัฒนาและการบำรุงรักษาสูงขึ้น
  • ข้อจำกัดด้านความแม่นยำของ Retrieval: การจัดการ similarity บน ciphertext อาจให้ผลการจัดอันดับที่ด้อยกว่าการใช้ embedding แบบ plaintext ในบางกรณี ส่งผลต่อคุณภาพของข้อมูลสนับสนุนที่ส่งไปยัง LLM
  • ความยืดหยุ่นและความสามารถในการสเกล: โซลูชันเข้ารหัสเข้มข้นอาจท้าทายเมื่อข้อมูลเติบโตเป็น terabyte/petabyte หรือเมื่อต้องการ latency ต่ำในแอปพลิเคชันเรียลไทม์

สรุปคือ Encrypted‑RAG เป็นกรอบการทำงานที่ปรับ RAG ให้ตอบโจทย์ด้านความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับองค์กร เช่น ธนาคาร โดยให้ความคุ้มครองข้อมูลลูกค้าในระดับสูง แต่อย่าลืมว่าการนำไปใช้ต้องแลกด้วยต้นทุนด้านเวลา ต้นทุนการประมวลผล และความซับซ้อนเชิงวิศวกรรม — จึงเหมาะกับกรณีใช้งานที่ความเป็นส่วนตัวมีค่าน้ำหนักสูงกว่าค่าใช้จ่ายด้านประสิทธิภาพ

3. Multi‑Party Computation (MPC) กับบทบาทในระบบ

3. Multi‑Party Computation (MPC) กับบทบาทในระบบ

Multi‑Party Computation (MPC) เป็นเทคนิคทางคริปโตกราฟีที่อนุญาตให้หลายฝ่ายร่วมกันคำนวณฟังก์ชันบนข้อมูลที่ถูก แบ่งเป็นชิ้นส่วน (shares) โดยไม่มีฝ่ายใดสามารถเห็นข้อมูลดิบทั้งหมดได้จริง หลักการพื้นฐานคือการแจกข้อมูลหรือกุญแจเป็นชุดของ shares แล้วกระจายไปยังผู้เข้าร่วมหลายฝ่าย ตามพารามิเตอร์ threshold (เช่น ต้องมีอย่างน้อย t+1 shares จึงจะประกอบคืนได้) วิธีการแบ่งยอดนิยมคือ Shamir’s Secret Sharing ซึ่งใช้พหุนามสุ่มเพื่อสร้าง shares และการประกอบคืนเป็นการแก้ระบบสมการผ่านจุดบนพหุนาม

None

ในบริบทของ Encrypted‑RAG ที่ธนาคารไทยทดลองใช้งาน MPC ทำหน้าที่เป็นชั้นกลางที่ช่วยให้ LLM สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสินเชื่อโดยไม่ต้องเข้าถึงข้อมูลลูกค้าแบบ plaintext กระบวนการทั่วไปจะเป็นดังนี้: ข้อมูลที่มีความอ่อนไหว (เช่น ประวัติการชำระ, หมายเลขบัญชี, กุญแจเข้ารหัส) ถูกแปลงเป็น shares และกระจายให้กับผู้ให้บริการหลายฝ่าย (เช่น ฝ่ายจัดการข้อมูลภายในธนาคาร ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และผู้ให้บริการ MPC) เมื่อมีคำถามจากลูกค้า ระบบจะเปิดใช้งานโปรโตคอล MPC เพื่อดำเนินการคำนวณเช่นการกรองเอกสาร การสกัดความเกี่ยวข้อง (retrieval) หรือการคำนวณคุณสมบัติสำหรับ LLM โดยที่แต่ละฝ่ายประมวลผลบน shares ของตนเท่านั้น และผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้เป็นค่าเชิงสรุปหรือ secret share ของคำตอบ ซึ่งสามารถประกอบคืนเป็นคำตอบเชิงข้อความที่ LLM นำไปใช้ต่อได้โดยไม่เคยเปิดเผยข้อมูลดิบแก่โมเดลหรือบุคคลภายนอก

ตัวอย่างโปรโตคอลที่มักถูกนำมาใช้งานจริงได้แก่:

  • Shamir’s Secret Sharing — เหมาะสำหรับการกระจายความลับด้วยความปลอดภัยแบบ information‑theoretic ในข้อสมมติของผู้โจมตีแบบ passive; การประกอบคืนต้องการ threshold ของ shares
  • SPDZ (Smart‑Population, Distributed ZK) — โปรโตคอลที่รองรับความปลอดภัยต่อผู้โจมตีแบบ active ผ่านการใช้ MACs และ preprocessed multiplication triples; มีเฟส offline ที่หนักสำหรับการเตรียมข้อมูลล่วงหน้า และเฟส online ที่เร็วกว่าเมื่อ precomputation เสร็จ
  • โปรโตคอลเชิงปฏิบัติอื่น ๆ เช่น GMW, BGW ที่มี trade‑off ระหว่างจำนวนรอบการสื่อสารกับความปลอดภัย (honest‑majority vs dishonest‑majority)

การนำ MPC มาประยุกต์ใน Encrypted‑RAG มีข้อดีชัดเจน เช่น รักษาความลับของข้อมูลลูกค้า ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลเมื่อเรียกใช้งาน LLM และทำให้สามารถแสดงหลักฐานการคำนวณ (audit‑trail) โดยไม่เปิดเผยข้อมูลดิบ อย่างไรก็ตามต้องรับรู้ trade‑offs ด้านประสิทธิภาพและความซับซ้อนดังนี้

  • Latency: MPC มักเพิ่มความล่าช้าเมื่อเทียบกับการคำนวณ plaintext โดยเฉพาะโปรโตคอลที่ต้องมีหลายรอบการสื่อสาร (rounds) ระหว่างผู้เข้าร่วม ในงานวิจัยและการทดลองเชิงปฏิบัติ เวลาในการตอบอาจเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าจาก milliseconds เป็นระดับหลายสิบถึงหลายร้อยมิลลิวินาทีหรือมากกว่า ขึ้นกับขนาดข้อมูล จำนวน parties และเงื่อนไขเครือข่าย
  • Throughput: ความสามารถในการรองรับคำขอพร้อมกันจะลดลงเมื่อเทียบกับระบบปกติ เพราะค่าใช้จ่ายด้านการคำนวณและการสื่อสารต่อคำขอสูงขึ้น การออกแบบระบบต้องพิจารณา batching, precomputation (เช่น SPDZ offline triples) และการแบ่งโหลดเพื่อปรับปรุง throughput
  • Communication & Storage Overhead: โปรโตคอล MPC หลายประเภทมีความต้องการแบนด์วิดท์และข้อความที่ส่งเพิ่มขึ้นเป็น O(n) หรือ O(n^2) ต่อการดำเนินการ ขึ้นกับการออกแบบและจำนวนผู้เข้าร่วม นอกจากนี้ต้องเก็บ shares, MACs และข้อมูล preprocessed ซึ่งเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ
  • ความซับซ้อนการติดตั้งและการดำเนินงาน: การนำ MPC สู่การผลิตต้องมีการตั้งค่าเครือข่ายปลอดภัย (TLS/DTLS), การบริหารกุญแจและการซิงโครไนซ์, การจัดการ randomness ที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบความถูกต้อง (verifiable secret sharing, consistency checks) การรวม MPC เข้ากับสแต็ก Encrypted‑RAG รวมถึงการปรับ LLM เพื่อรับผลลัพธ์จาก MPC ในรูปแบบที่เหมาะสม
  • Security Trade‑offs: ต้องเลือกสมมติฐานการคุ้มครอง (passive vs active adversary), honest‑majority หรือ dishonest‑majority, และ threshold ที่เหมาะสม ทั้งนี้การเลือกมีผลต่อความสามารถในการสู้การโจมตีและต้นทุนการคำนวณ

เพื่อให้สมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวกับประสิทธิภาพ ธนาคารมักจะใช้แนวทางผสม เช่น ให้ MPC ประมวลผลเฉพาะฟีเจอร์หรือดัชนีค้นหาที่สำคัญแล้วส่งผลลัพธ์สรุปให้โมเดล LLM ทำหน้าที่ตอบเชิงภาษา อีกทั้งใช้การ precomputation ของ SPDZ เพื่อลด latency ในเฟส online และสำรองด้วยระบบ audit‑trail ที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้ (immutable logs) เพื่อให้สามารถตรวจสอบกระบวนการย้อนหลังโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบ

โดยสรุป MPC เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ Encrypted‑RAG สามารถตอบคำถามสินเชื่อได้อย่างเป็นความลับและเชื่อถือได้ แต่การใช้งานจริงต้องรับมือกับผลกระทบด้าน latency, throughput และความซับซ้อนในการติดตั้ง การออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมที่ชาญฉลาด (รวมทั้งการเลือกโปรโตคอลที่เหมาะสม เช่น Shamir สำหรับการเก็บความลับแบบ passive หรือ SPDZ สำหรับการป้องกัน active adversary) จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำระบบไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

4. Audit‑Trail และความโปร่งใส: ทำอย่างไรให้ตรวจสอบได้

4. Audit‑Trail และความโปร่งใส: ทำอย่างไรให้ตรวจสอบได้

การออกแบบระบบ Audit‑Trail สำหรับสถาบันการเงินที่ใช้แนวทาง Encrypted‑RAG ต้องคำนึงทั้งความโปร่งใสต่อการตรวจสอบและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมกัน ในทางปฏิบัติ ระบบต้องเก็บหลักฐานเพียงพอให้ตรวจสอบได้ว่าใครทำอะไร เมื่อใด กับข้อมูลใด (non‑repudiable) โดยไม่เปิดเผย ข้อมูลดิบของลูกค้า เช่น เลขบัตรประชาชน หรือตัวอักษรของเอกสารที่เป็นความลับ ระบบที่ดีจะใช้การบันทึก metadata, การเก็บค่าแฮช (hashes) ของเอกสาร/คำถาม/คำตอบ และลายเซ็นดิจิทัลร่วมกับกลไก append‑only เพื่อให้สามารถยืนยันความครบถ้วนและไม่ถูกปรับแต่งย้อนหลังได้

None

องค์ประกอบที่ควรบันทึกใน Audit‑Trail อย่างน้อย (แนะนำอย่างน้อย 8 ประเภท) ได้แก่:

  • Timestamp — เวลาที่แน่นอนของเหตุการณ์ (UTC) พร้อม timezone
  • Actor ID — ผู้กระทำ (ผู้ใช้, บริการภายใน, หรือระบบอัตโนมัติ) ในรูปแบบที่ระบุตัวตนได้แต่ไม่เป็น PII โดยตรง (เช่น pseudonymized ID)
  • Action — ประเภทการกระทำ เช่น read, retrieve, redact, generate_response
  • Resource identifier — ตัวระบุของข้อมูลที่ถูกเข้าถึง (เช่น document_id หรือ record_id) แต่เก็บเฉพาะค่าแฮชหรือ token แทนข้อมูลดิบ
  • Input/Output hashes — ค่าแฮชของคำถาม (query_hash), เอกสารที่ถูกดึง (doc_hash) และคำตอบของ LLM (response_hash)
  • Cryptographic signatures — ลายเซ็นดิจิทัลของผู้กระทำหรือบริการที่ยืนยันการกระทำ
  • MPC / Enclave evidence — พยานหลักฐานของการคำนวณแบบ multi‑party เช่น commitment หรือ transcript ของขั้นตอน MPC ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลดิบแต่พิสูจน์การมีส่วนร่วม
  • Purpose / Policy tag — เหตุผลการเข้าถึงและมาตรฐานนโยบายที่อนุญาตการกระทำนั้น

เพื่อให้ log เป็น non‑repudiable จำเป็นต้องผสมผสานเทคนิคต่อไปนี้:

  • Digital signatures — แต่ละเหตุการณ์ต้องถูกเซ็นด้วยคีย์ที่เก็บใน HSM/TPM หรือโดยหน่วยความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ เพื่อยืนยันต้นทางและป้องกันการเปลี่ยนแปลง
  • Append‑only ledgers / Merkle trees — จัดเก็บ log ในรูปแบบที่ไม่สามารถลบหรือแก้ไขย้อนหลังได้ (WORM) และใช้ Merkle root เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของชุด log
  • Blockchain / Notarization — สำหรับกรณีที่ต้องการความเป็นสาธารณะหรือการพิสูจน์แก่ภายนอก สามารถบันทึก Merkle root หรือลายนิ้วมือของ log ลงใน blockchain สาธารณะหรือนิยามเครือข่ายส่วนตัว (permissioned ledger)
  • HSM / TPM / Secure Enclaves — เก็บคีย์การเซ็นและทำ remote attestation เพื่อยืนยันสถานะความปลอดภัยของโหนดที่รันโมดูล LLM หรือ MPC

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ระบบควรสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม:

  • เหตุการณ์การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าโดยเจ้าหน้าที่สินเชื่อ — log จะแสดง actor_id, timestamp, resource_hash, purpose_tag, และ signature ของคำขอ พร้อม Merkle proof ที่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ถูกบันทึกใน ledger
  • เหตุการณ์ที่ LLM ให้คำตอบเกี่ยวกับความสามารถในการอนุมัติสินเชื่อ — บันทึก input_hash ของคำถาม, doc_hash ของเอกสารอ้างอิง, response_hash ของคำตอบ LLM และการพิสูจน์ว่าโมเดลใช้ข้อมูลภายใต้เงื่อนไข MPC หรือการเข้ารหัสที่กำหนด
  • กรณีข้อพิพาทจากลูกค้า — ผู้ตรวจสอบสามารถใช้ค่าแฮชและลายเซ็นเพื่อตรวจสอบว่าคำตอบนั้นเกิดจากข้อมูลเวอร์ชันใด โดยไม่จำเป็นต้องเปิดข้อมูลดิบของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น auditor ขอ proof chain และธนาคารนำเสนอ Merkle path ที่ยืนยันถึงเอกสารเฉพาะ (doc_hash) พร้อมลดข้อมูลส่วนบุคคล

การประนีประนอมระหว่างความโปร่งใสสำหรับการตรวจสอบกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องอาศัยมาตรการหลายชั้น:

  • เก็บ PII ในรูปแบบเข้ารหัสหรือ tokenized แยกจาก log เชิงตรวจสอบ ให้ log เก็บเฉพาะแฮชหรือ token ที่ไม่สามารถย้อนกลับเป็นข้อมูลดิบได้โดยไม่มีคีย์พิเศษ
  • ใช้การ pseudonymization และการควบคุมสิทธิ์แบบละเอียด (RBAC/ABAC) เพื่อให้เฉพาะบุคคลหรือบทบาทที่ได้รับสิทธิ์เท่านั้นที่สามารถรวม log กับข้อมูลต้นทางเพื่อการตรวจสอบ
  • นำหลักการเรื่อง purpose limitation และ retention policy มาใช้: บันทึกเชิงตรวจสอบที่มีข้อมูลละเอียดมากจะถูกเก็บในช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้น และเก็บสำเนาที่เป็น aggregate หรือมีการทำ noise/DP (differential privacy) สำหรับการวิเคราะห์เชิงสถิติ
  • สำหรับการเปิดเผยภายนอก (regulator audit) ให้ใช้กระบวนการแบบ controlled disclosure โดยการมอบ key‑escrow หรือการทำ ephemeral access ที่มีการบันทึกและเซ็นทุกครั้งที่มีการเปิดเผย

ในเชิงปฏิบัติ คำแนะนำคือการกำหนด Data‑Provenance Policy ที่ชัดเจน ระบุรายการข้อมูลที่ต้องบันทึกและระดับการเข้าถึงสำหรับแต่ละบทบาท และออกแบบระบบให้รองรับการพิสูจน์ (proof generation) แบบอัตโนมัติเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น การอนุมัติสินเชื่อหรือการตอบคำถามที่มีผลทางการเงิน การผสาน HSM/TPM กับ append‑only ledger และการบันทึก hashes ของ input/output จะช่วยให้ธนาคารสามารถตอบสนองคำขอการตรวจสอบจากทั้งภายในและหน่วยงานกำกับดูแล โดยไม่ละเมิด PDPA หรือหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ

5. สถาปัตยกรรมระบบที่แนะนำและการเชื่อมต่อกับ LLM

5. สถาปัตยกรรมระบบที่แนะนำและการเชื่อมต่อกับ LLM

ภาพรวมสถาปัตยกรรมระดับสูงของ Encrypted‑RAG สำหรับการตอบคำถามสินเชื่อของธนาคารเน้นการแยกความรับผิดชอบของส่วนประกอบหลักเพื่อให้ข้อมูลลูกค้ายังคงถูกปกป้องตลอดวงจรชีวิตของคำถาม โดยองค์ประกอบสำคัญประกอบด้วย Client UI, API Gateway, Secure Retrieval (secure index), MPC Orchestrator และ MPC Nodes, LLM Inference Endpoint (บน‑premise หรือ hybrid cloud), และ Audit Store สำหรับเก็บหลักฐานการดำเนินการเชิงลายเซ็นและเมทาดาท้าตรวจสอบ การออกแบบจะเน้นหลักการสำคัญสองประการคือ ไม่เก็บข้อมูลลูกค้าเป็น plaintext ในจุดรวมเดียว และ หลีกเลี่ยงการถอดรหัสนอกขอบเขตความน่าเชื่อถือ (trusted boundary).

ส่วนประกอบหลักและหน้าที่โดยย่อ:

  • Client UI: อินเทอร์เฟซของเจ้าหน้าที่สินเชื่อหรือระบบอัตโนมัติ ส่งคำถาม (query) พร้อม metadata เช่น รหัสคำขอ และรับผลลัพธ์ที่มีการทำเครื่องหมายเป็นไปตามนโยบายความเป็นส่วนตัว
  • API Gateway: เป็นชั้นหน้าสำหรับการพิสูจน์ตัวตน (mTLS, OAuth2) และการกำหนดนโยบาย เช่น rate‑limit, routing ไปยังโมดูล secure retrieval หรือ MPC
  • Secure Retrieval / Encrypted Index: ดัชนีเวกเตอร์ที่ถูกเข้ารหัสหรือเก็บเป็น secret shares (เช่น encrypted embeddings หรือ secure index แบบ privacy-preserving) สำหรับค้นหาเอกสาร/คลิปที่เกี่ยวข้องโดยไม่เปิดเผยเนื้อหา
  • MPC Orchestrator & MPC Nodes: ประสานการคำนวณแบบหลายฝ่ายเพื่อรวมผลการดึงข้อมูล (retrieval) และทำ preprocessing ของบริบทให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็น plaintext เฉพาะภายในขอบเขตของ MPC (หรือใน enclave) โดยไม่มีฝ่ายใดเห็นข้อมูลครบถ้วน
  • LLM Inference Endpoint: รับบริบทที่ผ่านการรวม/มาสก์จาก MPC และทำการสรุปหรือสร้างคำตอบ — สามารถวางบน‑premise เพื่อให้มั่นใจว่า plaintext ไม่หลุดไปยังบุคคลภายนอก หรือวางแบบ hybrid โดยรันภายใน trusted enclave/cloud provider ที่ได้รับการรับรอง
  • Audit Store: บันทึกแทรซแอ็คชันแบบไม่สามารถแก้ไข (append-only) ซึ่งเก็บแฮชของคำถาม, รหัสเอกสารที่ถูกดึง, ตราประทับเวลา และลายเซ็นของ MPC/LLM เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลังโดยไม่เปิดเผยข้อมูลเนื้อหา

Sequence flow (จากรับคำถามจนได้คำตอบ) — จุดที่มีการเข้ารหัส/ถอดรหัสและการหลีกเลี่ยงการถอดรหัส:

  • 1. เจ้าหน้าที่/ระบบส่งคำถามผ่าน Client UI → API Gateway: คำถามถูกส่งภายใต้การเชื่อมต่อที่เข้ารหัส (mTLS/TLS) พร้อม metadata; API Gateway ทำการตรวจสิทธิและบันทึกลายนิ้วมือของคำขอลงใน Audit Store (hash และ signature) แทนการเก็บข้อความทั้งหมดเสมอไป
  • 2. Routing → Secure Retrieval: API Gateway ส่งคำถามในรูปแบบที่มินิไมซ์ข้อมูล (เช่น tokenized / query embedding บนเครื่องของผู้เรียกหรือ client-side) ไปยังโมดูล retrieval; หากใช้ client-side embedding ควรส่งเฉพาะ embedding ที่เข้ารหัสหรือเป็น secret share
  • 3. ค้นหาใน Encrypted Index: การค้นหาใช้ดัชนีที่เก็บเป็น encrypted vectors หรือโครงสร้างที่รองรับการค้นหาแบบ privacy-preserving (เช่น secure k-NN, encrypted approximate nearest neighbor) — ไม่มีการถอดรหัสของเนื้อหาเอกสารในขั้นนี้ แต่ได้รายการเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็น id หรือ secret shares ของบริบท
  • 4. MPC Orchestration: MPC Orchestrator แจกจ่าย secret shares ของผลการค้นหาไปยัง MPC Nodes หลายฝ่ายเพื่อรวมและสกัดบริบทที่จำเป็นโดยไม่ให้ฝ่ายใดเข้าถึง plaintext ทั้งหมด การรวมนี้อาจสร้างเป็น masked context หรือเป็น plaintext ชั่วคราวภายในขอบเขตของ MPC/enclave เท่านั้น (อย่าให้มีการถอดรหัสลงที่ระดับโหนดเดียว)
  • 5. ส่งบริบทไปยัง LLM Inference Endpoint: LLM ได้รับบริบทที่ผ่านการคัดกรอง/มาสก์จาก MPC ภายใน trusted boundary (on‑premise หรือ enclave) เพื่อสร้างคำตอบ — หากต้องบันทึกบริบทเพื่อ debug ให้บันทึกเฉพาะแฮชหรือเวอร์ชันที่ถูกมาสก์ใน Audit Store
  • 6. LLM ส่งคำตอบกลับผ่าน MPC (ถ้าจำเป็น): ถ้าต้องการให้ผลลัพธ์ถูกตรวจสอบโดยหลายฝ่าย คำตอบสามารถผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องโดย MPC ก่อนส่งกลับไปยัง API Gateway
  • 7. API Gateway → Client UI: คำตอบที่ได้รับถูกส่งคืนไปยังผู้ร้องขอ พร้อม metadata audit และลายเซ็นยืนยันความถูกต้อง บันทึกข้อมูลเพื่อการตรวจสอบ (audit trail) แต่ต้องหลีกเลี่ยงการเก็บ plaintext เกินจำเป็น

ข้อเสนอแนะด้านการติดตั้งและเครือข่าย (on‑premise vs cloud, segmentation, scaling):

  • การตัดสินใจวางระบบ: สำหรับข้อมูลสินเชื่อที่มีความอ่อนไหวสูง แนะนำให้วาง secure index, MPC nodes, และ audit store ภายใน on‑premise หรือใน private cloud ที่ธนาคารควบคุม (VPC/virtual private cloud) เพราะเป็นจุดที่ต้องการควบคุมคีย์และการเข้าถึง ในทางกลับกัน LLM inference สามารถวางเป็นแบบ hybrid — ถ้าใช้ LLM ของผู้ให้บริการภายนอก ควรรันภายใน confidential compute/enclave (เช่น Intel SGX, AMD SEV, หรือ confidential VMs ของผู้ให้บริการ) เพื่อให้ plaintext ถูกประมวลผลใน trusted boundary
  • Network segmentation และ RBAC: แยกเครือข่ายเป็นโซนอย่างน้อย 3 ชั้น — DMZ (API Gateway), Processing zone (MPC orchestration & MPC nodes), Secure data zone (secure index & audit store). ใช้ firewall rules, private subnets, และ strict IAM/RBAC พร้อม mutual TLS ระหว่างบริการ และใช้ HSM/KMS สำหรับเก็บคีย์การเข้ารหัส
  • Scaling & Performance: MPC เพิ่มความหน่วงและซับซ้อน — จึงควรกำหนดระดับสำรองตามโหลด ตัวอย่างการออกแบบ: autoscale LLM inference pods ตาม latency SLA; เพิ่มจำนวน MPC replicas เพื่อรองรับ throughput โดย orchestration จะแบ่งงานเป็น shards ของ secret shares เพื่อลด latency ต่อคำขอ นอกจากนี้สามารถแคชผล retrieval ที่ถูกมาสก์ได้สำหรับคำถามประเภทเดิมเพื่อลดการเรียก MPC ซ้ำๆ (ระวัง TTL และ policy ของ cache เพื่อไม่ให้เก็บข้อมูลอ่อนไว้เกินจำเป็น)
  • Trade‑offs ด้านความปลอดภัยและความเร็ว: โดยทั่วไป MPC/secure retrieval จะเพิ่ม latency "เป็นอันดับของสิบถึงหลายร้อยมิลลิวินาที" เมื่อเทียบกับ RAG ปกติ (ขึ้นกับขนาดดัชนีและจำนวนรอบการสื่อสารของ MPC) ดังนั้นต้องกำหนด SLA ที่ชัดเจนและใช้ stratified approach — ใช้ full‑MPC สำหรับคำถามที่มีความเสี่ยงสูง และใช้ lightweight privacy-preserving mechanisms สำหรับคำถามทั่วไป
  • Audit & Compliance: Audit Store ควรเป็น append-only log ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของผู้เข้าร่วม (MPC nodes, LLM service) และควรเก็บเมทาดาทาเพียงพอสำหรับการตรวจสอบโดยไม่เปิดเผยเนื้อหา — เช่น แฮชของเอกสาร, รหัสเอกสาร, และการอ้างอิงช่วงเวลา ตัวอย่าง: ระบบควรสามารถตอบคำถามเช่น “ใครเข้าถึงข้อมูลนี้ เมื่อใด และด้วยเหตุผลอะไร” โดยไม่แสดงเนื้อหาเต็ม

สรุป: สถาปัตยกรรม Encrypted‑RAG ที่แนะนำคือการผสาน secure retrieval กับ MPC เพื่อให้สามารถดึงบริบทจากดัชนีที่เข้ารหัสได้โดยไม่เปิดเผยข้อมูลให้ฝ่ายเดียว แล้วส่งบริบทที่ถูกควบคุมเข้าสู่ LLM ภายใน trusted boundary พร้อม audit trail ที่ตรวจสอบได้ การออกแบบต้องคำนึงถึงตำแหน่งของส่วนประกอบ (on‑premise vs cloud), การแบ่งเครือข่าย และกลยุทธ์การสเกลเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับประสิทธิภาพ

6. ผลการทดลองของธนาคาร: สถิติ ตัวอย่างกรณีศึกษา และบทเรียนเบื้องต้น

สรุปผลการทดลองเบื้องต้น: สถิติสำคัญ

ผลการทดลองในช่วง pilot ของธนาคารชี้ให้เห็นว่าแนวทาง Encrypted‑RAG ที่ผสาน Multi‑Party Computation (MPC) และระบบ audit‑trail สามารถให้คำตอบที่มีความถูกต้องในระดับสูง ขณะเดียวกันยังรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าได้ตามเป้าหมายเบื้องต้น ตัวเลขสำคัญที่ธนาคารรายงาน (หรือคาดว่าจะรายงาน) มีดังนี้:

  • ความแม่นยำ (accuracy): เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 85%–95% ขึ้นกับชนิดคำถาม — คำถามเชิงข้อมูลเชิงปริมาณพื้นฐานจะสูงสุดราว 92–95% ขณะที่คำถามเชิงวิเคราะห์เชิงนโยบายหรือการคาดการณ์จะลดลงมาที่ 85–88% ในชุดข้อมูลทดลอง
  • เวลาเฉลี่ยในการตอบ (latency): การเปิดใช้งาน MPC ทำให้ latency เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 10%–50% เมื่อเทียบกับการเรียก LLM แบบไม่เข้ารหัส — ตัวอย่างเช่น latency เฉลี่ยก่อนใช้ MPC ประมาณ 0.8–1.0 วินาที และเพิ่มเป็น 0.9–1.5 วินาทีเมื่อรวม MPC และกระบวนการเข้ารหัส/ถอดรหัส
  • อัตราการรั่วไหลของข้อมูล: ในการทดสอบเชิงควบคุม (controlled environment) ไม่พบการรั่วไหลของข้อมูลเชิงเนื้อหา (data leakage) ที่สามารถตรวจจับได้ — รายงานเบื้องต้นระบุ อัตราโอกาสการรั่วไหลเชิงสารสนเทศ ≈ 0% ในกรอบการทดลอง แต่ทีมความปลอดภัยยังเตือนว่าต้องมีการทดสอบเชิงโจมตี (adversarial testing) เพิ่มเติม
  • อัตรา false positives/false negatives: ในกรณีการจำแนกหรือดักจับนโยบายความเสี่ยง ระบบพบ false positive ประมาณ 3%–7% และ false negative ประมาณ 5%–10% ขึ้นกับความซับซ้อนของคำถามและคุณภาพข้อมูลนำเข้า

ตัวอย่างกรณีศึกษา: คำถามสินเชื่อที่ระบบตอบได้/ไม่ได้

จากชุดตัวอย่างที่ธนาคารเผยแพร่ พบความแตกต่างระหว่างคำถามเชิง factual/simple กับคำถามเชิงวิเคราะห์/เชิงคาดการณ์:

  • คำถามแบบง่าย (ตอบได้แม่นยำสูง)
    • ตัวอย่าง: "ยอดหนี้คงเหลือของลูกค้า XXX ณ วันที่ล่าสุดคือเท่าไร?" — ผลการทดลอง: ระบบตอบถูกต้อง 96% ในชุดทดสอบ เนื่องจากข้อมูลสามารถดึงจากฐานข้อมูลและสรุปได้ตรงตามค่าใน record
    • ตัวอย่าง: "ลูกค้ามีประวัติการผิดนัดภายใน 12 เดือนหรือไม่?" — ผลการทดลอง: ตอบถูกต้องราว 90% โดย MPC ช่วยปกปิดข้อมูลดิบ แต่อนุญาตการสรุปสถานะ
  • คำถามแบบซับซ้อน (ผลการตอบไม่สอดคล้องมากขึ้น)
    • ตัวอย่าง: "ประเมินความสามารถชำระหนี้ของลูกค้าในอีก 3 ปีภายใต้สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว 2% GDP growth" — ผลการทดลอง: ระบบให้คำตอบเชิงประมาณ/แนวโน้มได้ แต่ความแม่นยำลดเหลือ 70%–85% และมีบางกรณีที่เกิด hallucination (ข้อมูลสมมติ) หรือขาดข้อมูลบริบทเฉพาะทาง
    • ตัวอย่าง: "แนะนำวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสมโดยคำนึงถึง Embedded covenants ในสัญญาลูกค้า" — ผลการทดลอง: ระบบมักให้คำตอบเป็นแนวทางกว้าง ๆ แต่ต้องการ human-in-the-loop เพื่อยืนยันข้อสรุปและตรวจความครบถ้วนของเงื่อนไข

บทเรียนเบื้องต้นจาก Pilot และแนวปฏิบัติที่แนะนำ

จากการทดลองธนาคารรวบรวมบทเรียนเชิงปฏิบัติที่สำคัญซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ก่อนขยายสู่ระบบเชิงพาณิชย์:

  • การปรับ Prompt และ Calibration: การออกแบบ prompt มีผลต่อความแม่นยำอย่างมีนัยสำคัญ — ควรใช้ prompt แบบ standardized ที่รวม context เฉพาะ (เช่น timezone, หน่วยเงิน, ขอบเขตข้อมูล) และตั้ง threshold ความเชื่อมั่น (confidence) เพื่อกำหนดว่าควรส่งต่อให้ reviewer มนุษย์
  • Pre‑processing ของข้อมูล: การ normalize, redaction, และ tokenization ของข้อมูล PII ก่อนส่งเข้า RAG ช่วยลด noise และ false positives ได้อย่างมีนัยสำคัญ — ทีมพบว่าการสร้าง pipeline pre‑processing อัตโนมัติช่วยเพิ่ม accuracy ขึ้น ~5–7%
  • การจัดการ Fallback: กำหนดนโยบาย fallback ชัดเจน เช่น หาก confidence ต่ำกว่า 0.7 หรือคำถามมีลักษณะวิเคราะห์เชิงซับซ้อน ให้ย้ายกระบวนการไปยัง human reviewer และบันทึกเหตุผลใน audit‑trail เพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง
  • ลด Latency ด้วยวิธีปฏิบัติ: สำหรับปัญหา latency ที่เพิ่มขึ้นจาก MPC ธนาคารทดลองใช้เทคนิคเช่น batching ของคำขอ, caching ผลลัพธ์ที่ไม่เปลี่ยนบ่อย และการทำ partial MPC (เฉพาะส่วนที่ต้องเข้ารหัส) ซึ่งช่วยลดผลกระทบด้านเวลาได้ประมาณ 20% ในบางกรณี
  • การตรวจจับและติดตาม False Positives/Negatives: ตั้งระบบ telemetry และ sampling audit—เก็บตัวอย่างคำตอบแบบสุ่ม 5–10% เพื่อให้ทีมตรวจสอบความผิดพลาด เชื่อมโยง feedback จากผู้ใช้เข้าสู่ loop ของการ retrain และ prompt tuning
  • บทบาทของ Audit‑Trail: ระบบ audit‑trail ที่บันทึก hash ของ input, response, และ metadata ของ MPC transaction ถูกระบุว่าเพิ่มความน่าเชื่อถือและความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง — ธนาคารระบุว่าสามารถสืบย้อนเหตุการณ์ได้ 100% สำหรับคำขอที่บันทึกในช่วง pilot

สรุปได้ว่า pilot ชี้ให้เห็นศักยภาพที่ชัดเจนของ Encrypted‑RAG ในการให้บริการคำตอบสินเชื่อโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว แต่ยังมีข้อจำกัดด้าน latency และความสามารถในการตอบคำถามเชิงวิเคราะห์ที่ต้องแก้ไขด้วยการปรับ pipeline, การตั้งค่า confidence/fallback และการบูรณาการ human‑in‑the‑loop ก่อนการขยายใช้งานในระดับสูงสุดของระบบธนาคาร

7. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ความเสี่ยง และแนวทางปฏิบัติสำหรับการนำไปใช้งานจริง

7. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ความเสี่ยง และแนวทางปฏิบัติสำหรับการนำไปใช้งานจริง

การนำแนวทาง Encrypted‑RAG ที่ผสาน Multi‑Party Computation (MPC) และ Audit‑Trail มาใช้ในกระบวนการสินเชื่อของธนาคารไทยมีผลกระทบเชิงธุรกิจที่สำคัญทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ต้นทุน และประสบการณ์ลูกค้า ตัวอย่างการประเมินเบื้องต้นชี้ว่า time‑to‑decision สำหรับคำขอสินเชื่อที่เคยใช้เวลาระดับ 24–72 ชั่วโมง อาจลดลงเหลือประมาณ 6–24 ชั่วโมง (ลดลงราว 50–75% ขึ้นกับความซับซ้อนของเคสและการเชื่อมต่อกับระบบภายใน) เนื่องจาก LLM สามารถสรุปข้อมูลเชิงบริบทและจัดลำดับการตรวจสอบให้ผู้อนุมัติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้การประมวลผลเบื้องต้นอัตโนมัติร่วมกับการทำงานขั้นสุดท้ายโดยมนุษย์ (human‑in‑the‑loop) อาจทำให้ต้นทุนการดำเนินการต่อคำขอ (processing cost per application) ลดลงประมาณ 30–60% โดยเฉลี่ย — ตัวอย่างเช่น หากต้นทุนเดิมอยู่ที่ 200–500 บาทต่อรายการ อาจเหลือ 70–250 บาทต่อรายการเมื่อมีการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

ในมุมมองลูกค้า ประสบการณ์ (customer experience) จะดีขึ้นจากการลดเวลารอคอยและการตอบคำถามที่แม่นยำขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนในตัวชี้วัดเช่น NPS ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5–15 จุดภายใน 6–12 เดือนของการใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์เหล่านี้ขึ้นกับคุณภาพข้อมูลที่นำเข้า การออกแบบกระบวนการ และการเทรนนิ่งพนักงานที่เกี่ยวข้อง

แม้จะมีประโยชน์เชิงธุรกิจสูง แต่ธนาคารและผู้กำกับต้องจัดการความเสี่ยงหลายด้านเพื่อให้การนำไปใช้ปลอดภัยและสอดคล้องกฎหมาย ความเสี่ยงสำคัญได้แก่:

  • Adversarial prompts / Prompt injection: ผู้โจมตีอาจออกแบบอินพุตเพื่อบิดเบือนการตอบหรือให้โมเดลเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ แม้ในกรณีข้อมูลถูกเข้ารหัสบางส่วน การตรวจจับและกักกัน prompt ที่เป็นอันตรายจึงจำเป็น
  • Model drift และ degradation: พฤติกรรมของ LLM อาจเปลี่ยนเมื่อมีการอัปเดตเวอร์ชันหรือข้อมูลภายนอก ส่งผลให้ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับนโยบายภายในหรือการกำกับดูแล — จึงต้องมีการติดตามตัวชี้วัดเช่นความแม่นยำ ความลำเอียง และการเพิ่มขึ้นของคำตอบที่เป็นโมฆะ
  • Third‑party / supply chain risk: การพึ่งพาผู้ให้บริการโมเดลภายนอกสร้างความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโมเดล การเปิดเผยคอนฟิก หรือช่องโหว่ในซัพพลายเชน ควรมีการตรวจสอบแหล่งที่มา (model provenance), SBOM ของโมเดล และการล็อกเวอร์ชัน
  • Compliance gap: ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ได้แก่ PDPA (ไทย), AML/KYC, กฎระเบียบแบงก์ชาติ และข้อกำหนดการเก็บรักษาข้อมูล หากระบบไม่สามารถแสดงหลักฐานการตัดสินใจ (audit trail) หรือไม่สามารถระบุแหล่งข้อมูลได้ จะเกิดช่องว่างทางการกำกับดูแล
  • Operational attack vectors: รวมถึง side‑channel attacks, inference attacks (การสืบข้อมูลย้อนหลังจากคำตอบ), และความเสี่ยงจากพนักงานภายใน (insider threats) ที่อาจเข้าถึงคีย์หรือข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน

เพื่อบริหารความเสี่ยงและเร่งผลตอบแทนเชิงธุรกิจ แนะนำแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริงต่อผู้บริหาร ไอที และหน่วยงานกำกับดังนี้:

  • Pilot governance และ phased rollout: เริ่มด้วยโครงการนำร่องที่มีขอบเขตชัดเจน กำหนด KPIs เช่นเวลาอนุมัติเฉลี่ย (TAT), อัตราความถูกต้องของการสรุปข้อมูล, อัตรการคืนคำขอ (rejection rate) และเป้าหมายด้านความเป็นส่วนตัว ก่อนขยายสู่ระบบงานหลัก ควรกำหนด acceptance criteria และ rollback plan
  • Red‑team testing และ continuous adversarial assessment: จัดให้มีการทดสอบแบบ red‑team เป็นประจำ (เช่น ไตรมาสละ 1 ครั้ง) เพื่อจำลอง prompt injection, data poisoning, และ scenario การโจมตีอื่น ๆ พร้อมทั้งการวัดประสิทธิผลของมาตรการป้องกัน
  • SLA และสัญญากับผู้ให้บริการ LLM: ระบุข้อตกลงเชิงเทคนิคและความปลอดภัย เช่น availability ≥ 99.9%, latency thresholds, data handling guarantees (data residency, deletion policy), security certifications (ISO 27001, SOC2), และสิทธิในการตรวจสอบ (audit rights) รวมถึงการล็อกเวอร์ชันโมเดลและแจ้งเตือนก่อนการอัปเดต
  • Monitoring, observability และ drift detection: ติดตั้งระบบมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์เพื่อตรวจจับค่าผิดปกติ (anomaly) และตัวชี้วัด drift (เช่น distribution shift metrics, KL divergence) พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติและ pipeline สำหรับการ rollback หรือ retraining
  • Audit‑trail และ explainability: บันทึกการตัดสินใจของโมเดลและ metadata ที่เกี่ยวข้อง (input hashes, model version, MPC attestations) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลัง และจัดทำสรุปเหตุผล (explainability) ในระดับที่เพียงพอต่อการกำกับดูแลและการร้องเรียนของลูกค้า
  • Supply chain controls และ model provenance: รักษาแหล่งที่มาของ weights, tokenizer, และ metadata ของโมเดล พร้อมการตรวจสอบความปลอดภัยของ third‑party components และการจัดทำ SBOM สำหรับโมเดล
  • บทบาทและทักษะใหม่: สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรในบทบาทเช่น AI Risk Officer, ModelOps/ML Ops, Data Steward และ Privacy Officer เพื่อดูแล lifecycle ของโมเดล ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการถอดระบบ
  • นโยบายความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎหมาย: ปรับกระบวนการ KYC/AML ให้สอดคล้องกับ PDPA และมาตรฐานสากล กำหนดวิธีการเข้ารหัสข้อมูลระหว่างระบบ และจัดทำ DPIA (Data Protection Impact Assessment) สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล
  • Incident response และ tabletop exercises: เตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่รวมทั้งฝั่งเทคนิค กฎหมาย และการสื่อสารสาธารณะ จัดฝึกซ้อม scenario อย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง

สรุปคือ การนำ Encrypted‑RAG มาใช้สามารถเป็นตัวเร่งให้ธนาคารเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องมีกรอบกำกับดูแล เทคนิครักษาความปลอดภัย และสัญญาทางกฎหมายที่รัดกุม รวมทั้งการลงทุนในบุคลากรและกระบวนการเพื่อลดความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการและการกำกับดูแลก่อนการขยายการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม

บทสรุป

None

Encrypted‑RAG เป็นกรอบการทำงานที่ผสมผสานความสามารถของ Large Language Models (LLMs) กับมาตรการความเป็นส่วนตัวขั้นสูง เช่น Multi‑Party Computation (MPC) และระบบ audit‑trail เชิงคริปโตกราฟิก เพื่อให้ธนาคารสามารถตอบคำถามเชิงสินเชื่อโดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยตรงกับโมเดลภายนอกหรือผู้ให้บริการคลาวด์ การทดลองนำร่องของสถาบันการเงินบางแห่งรายงานว่าการออกแบบ Encrypted‑RAG สามารถลดการเปิดเผยข้อมูลได้ตั้งแต่ระดับหลักสิบเปอร์เซ็นต์ไปจนถึงกว่า 90% ขึ้นกับรูปแบบการแยกคีย์และขอบเขตของข้อมูลที่ประมวลผล นอกจากนี้ การผนึกระบบ audit‑trail ช่วยสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ เมื่อต้องการพิสูจน์ที่มาของคำตอบหรือการเข้าถึงข้อมูล ทำให้ตอบโจทย์ข้อกังวลด้านความรับผิดชอบและการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ดียิ่งขึ้น

แม้ว่าจะมีศักยภาพเชิงธุรกิจสูง เช่น การเร่งกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ความเสี่ยง และลดต้นทุนด้านแรงงาน แต่การนำ Encrypted‑RAG มาใช้จริงจำเป็นต้องจัดการกับ trade‑offs ที่สำคัญ ได้แก่ ความหน่วง (latency) ที่อาจเพิ่มขึ้นจากการคำนวณแบบกระจายและการเข้ารหัส, ความซับซ้อนในการดำเนินงานของทีมไอที และความท้าทายด้านการกำกับดูแล การลดความเสี่ยงในทางปฏิบัติจำเป็นต้องอาศัยการทดสอบเชิงเทคนิคและเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มงวด, กรอบการกำกับดูแลภายใน (governance) ที่ชัดเจน, และมาตรฐานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เช่น มาตรฐานการพิสูจน์ความถูกต้องของ audit log, ระดับการเข้ารหัสที่ยอมรับได้ และแนวทางรับรองจากหน่วยงานภายนอก การดำเนินงานเชิงอนาคตควรเน้นการทดลองแบบเป็นขั้นตอน (pilot), สถาปัตยกรรมแบบไฮบริดเพื่อปรับสมดุลระหว่างความเร็วและความเป็นส่วนตัว, การรับรองจากบุคคลที่สาม และความร่วมมือระหว่างธนาคาร ผู้ให้เทคโนโลยี และหน่วยงานกำกับ เพื่อให้ Encrypted‑RAG กลายเป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้และนำไปใช้ได้จริงในระบบสินเชื่อของธนาคาร