Andy Yen ซีอีโอของ Proton ยกเลิกแผนสัมภาษณ์พนักงานซ้ำเรื่องการใช้ AI หลังพนักงานเตรียมอธิบายว่าพวกเขานำ AI มาใช้กับงานอย่างไร รายงานของ 404 Media ระบุว่า พนักงานกังวลว่าผู้บริหารอาจมองว่าพวกเขาใช้ AI น้อยเกินไป จนอาจนำไปสู่การเลิกจ้าง การยกเลิกเกิดขึ้นหลังสำนักข่าวเผยแพร่รายงานตรวจสอบแนวทางผลักดัน AI ของ Proton
ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของ Proton ในฐานะบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย รายงานระบุว่าพนักงานบางส่วนกังวลเรื่องความปลอดภัยของโค้ดที่พัฒนาโดยใช้ AI และวัฒนธรรมการทำงานที่ทำให้ไม่กล้าแสดงความเห็น ในการประชุมพนักงาน Yen ยอมรับว่าการสื่อสารมีปัญหา แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดัน AI ต่อ การยกเลิกสัมภาษณ์จึงยังไม่ได้คลี่คลายความขัดแย้งระหว่างทิศทางของบริษัทกับข้อกังวลที่ถูกเปิดเผย
Proton ยกเลิกการสัมภาษณ์ซ้ำ หลังแผนถูกเปิดเผย
Andy Yen ซีอีโอของ Proton ยกเลิกแผนสัมภาษณ์พนักงานซ้ำ ซึ่งเตรียมจัดในวงกว้างเมื่อวันศุกร์ หลัง 404 Media เผยแพร่รายงานตรวจสอบบริษัทเมื่อวันพฤหัสบดี แผนดังกล่าวให้พนักงานอธิบายว่าตนใช้ AI กับงานอย่างไร จึงไม่ใช่แค่การประกาศนโยบายใช้เครื่องมือใหม่ แต่ยังเปิดทางให้ผู้บริหารรับฟังและประเมินแนวทางของพนักงานแต่ละคนด้วย
รายละเอียดเกี่ยวกับแผนสัมภาษณ์มาจากพนักงาน Proton ปัจจุบัน 6 คน และเสียงบันทึกการประชุมพนักงานทั่วบริษัทที่ยาวราวสองชั่วโมง ซึ่ง 404 Media ได้รับ รายงานระบุว่าพนักงานกังวลว่า หากผู้บริหารเห็นว่าพวกเขาใช้ AI น้อยเกินไป ก็อาจถูกเลิกจ้าง ความกังวลนี้สะท้อนว่าพนักงานมองการประเมินการใช้ AI ว่าอาจกระทบความมั่นคงในการทำงาน ไม่ใช่แค่เป็นโอกาสเรียนรู้วิธีใช้เทคโนโลยี
ระหว่างการประชุม Yen กล่าวว่า ผู้บริหารหารือเรื่องการสัมภาษณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และได้พูดคุยกับคณะกรรมการของ Proton Foundation ด้วย เขาระบุว่าคณะกรรมการกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนแจ้งว่าฝ่ายบริหารตัดสินใจยกเลิกการสัมภาษณ์ ลำดับเหตุการณ์นี้แสดงว่ามีการทบทวนภายในและหารือกับคณะกรรมการก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแผนในนาทีสุดท้าย
Yen ให้เหตุผลว่า การสัมภาษณ์ทำหน้าที่ของมันไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ เพราะพนักงานเริ่มพูดคุยและเรียนรู้เรื่อง AI กันแล้ว นี่คือมุมมองของ Yen ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากพนักงานที่ 404 Media สัมภาษณ์แสดงให้เห็นว่า บางคนยังมองการชี้แจงเรื่อง AI ผ่านความเสี่ยงต่อการจ้างงาน การยกเลิกจึงหยุดการสัมภาษณ์ตามแผน แต่ไม่ได้ทำให้พนักงานทุกคนมองการประเมินการใช้ AI ในแบบเดียวกัน
ข้อกังวลด้านความปลอดภัยปะทะกับการเร่งใช้ AI
รายงานสอบสวนของ 404 Media อ้างอิงการพูดคุยกับพนักงาน Proton ปัจจุบัน 8 คนและอดีตพนักงาน 1 คน รวมถึงข้อความใน Slack เสียงบันทึกการประชุม และเอกสาร AI manifesto ที่ Bart Butler ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีเขียน หลักฐานเหล่านี้ประกอบกันเป็นภาพความขัดแย้งภายในบริษัท ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องพนักงานใช้ AI มากพอหรือไม่ แต่ยังรวมถึงวิธีพัฒนาซอฟต์แวร์และขั้นตอนตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานจริง
จุดปะทะที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นในช่อง Slack ด้านความปลอดภัย พนักงานคนหนึ่งเสนอให้ใช้เวลาหลายวันทดสอบเจาะระบบโค้ดที่เขียนขึ้นใหม่ก่อนปล่อยใช้งาน การทดสอบเจาะระบบคือการจำลองการโจมตีเพื่อค้นหาช่องโหว่ก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะพบ Yen ตอบว่าเป็นความคิดที่ไร้สาระและแพ้ พร้อมย้ำว่าไม่ควรมองว่าความเร็วกับความปลอดภัยขัดกัน จากนั้นเขาเรียกร้องให้ทีมเลิกประณีตทำโค้ดด้วยมือทุกส่วน และหันมาใช้ AI มากขึ้น
ข้อความใน Slack เป็นคำพูดของ Yen ในฐานะผู้บริหาร ส่วนข้อกังวลเรื่องวัฒนธรรมการทำงานมาจากรายงานของ 404 Media ที่สอบถามพนักงาน พนักงานบางคนห่วงทั้งความปลอดภัยของโค้ดและการใช้ AI พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยเป็นจุดขาย แต่ไม่กล้าแสดงความเห็น เพราะรายงานระบุว่า Yen เยาะเย้ยหรือดูหมิ่นพนักงานต่อหน้าผู้อื่น ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าความเห็นทางวิศวกรรมซึ่งไม่ตรงกับแนวทางเร่งใช้ AI จะได้รับการพิจารณามากน้อยเพียงใด
AI manifesto ของ Butler สะท้อนแรงกดดันอีกด้าน เอกสารระบุว่า “งานแบบเดิมของคุณหายไปแล้ว” และการไม่เปิดรับ AI เป็นภัยต่อความสำเร็จของภารกิจบริษัท ถ้อยคำนี้มาจากเอกสารของผู้บริหาร ไม่ใช่ข้อสรุปจากการสอบสวนของ 404 Media เมื่อนำมาเทียบกับข้อเสนอให้ทดสอบโค้ดก่อนปล่อยใช้งาน ความขัดแย้งจึงเกี่ยวกับการกำหนดความเร็วในการพัฒนาไปพร้อมกับการวางหลักประกันด้านความปลอดภัย ไม่ใช่แค่การวัดว่าพนักงานเปิดใช้ AI บ่อยแค่ไหน
ผู้บริหารยืนยันเดินหน้าผลักดัน AI และปรับทีม
ในการประชุมพนักงาน Yen ยอมรับว่าตนสื่อสารผิดพลาด และมีหลายเรื่องที่ควรอธิบายให้ต่างจากเดิม เขาบอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปทบทวนและปรับปรุง คำยอมรับจึงเป็นคำมั่นว่าจะปรับวิธีสื่อสาร ไม่ใช่การประกาศเปลี่ยนทิศทางการใช้ AI ของ Proton
หลังหารือกับผู้บริหารและคณะกรรมการ Proton ตัดสินใจยกเลิกการสัมภาษณ์ซ้ำ Yen อธิบายว่ากระบวนการดังกล่าวทำหน้าที่ไปแล้ว เพราะพนักงานเริ่มพูดคุยและเรียนรู้เรื่อง AI แต่เขาย้ำว่าองค์กรจะยังผลักดัน AI ต่อไป การยกเลิกจึงเป็นการหยุดมาตรการสัมภาษณ์ ไม่ใช่การยุติยุทธศาสตร์ AI ที่ผู้บริหารประกาศว่าจะเดินหน้าต่อ
Yen ยังกล่าวถึงการปรับโครงสร้างองค์กร โดยจะกระจายบุคลากรระหว่างทีม และวางแผนให้การปรับองค์กรเกิดขึ้นในเดือนถัดไป เขายืนยันว่าจะไม่มีการเลิกจ้างเพราะ AI คำชี้แจงนี้แยกการจัดสรรบุคลากรออกจากการลดตำแหน่งงาน พร้อมระบุกรอบเวลาของการปรับทีม ขณะเดียวกัน การยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดัน AI แสดงว่าการจัดองค์กรไม่ได้มาพร้อมกับการถอยจากแนวทางดังกล่าว
Butler กล่าวว่า Yen จำเป็นต้องสื่อสารกับพนักงานให้ดีขึ้น และ Yen รับปากว่าจะทำเช่นนั้น Butler ยังชี้ว่าการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งความปลอดภัย สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ หรือหลักวิศวกรรมที่ดี ต่อมา เมื่อพนักงานแสดงความเห็นในที่ประชุม Butler ยอมรับว่าองค์กรทำพลาด คำกล่าวเหล่านี้วางหลักการใช้ AI ควบคู่กับมาตรฐานการพัฒนาซอฟต์แวร์ และยอมรับว่าผู้บริหารต้องปรับปรุงการสื่อสารภายใน
พนักงานเห็นต่างเรื่องความรับผิดชอบของผู้นำ
พนักงานมีปฏิกิริยาต่อการยกเลิกสัมภาษณ์ซ้ำต่างกัน พนักงานคนหนึ่งมองว่าการยกเลิกเป็นความคืบหน้า แต่บอกว่าพนักงานบางส่วนไม่เชื่อว่าจะมีอะไรเปลี่ยน หาก Andy Yen ไม่ต้องรับผลจากการตัดสินใจของตนเอง เขากล่าวว่าต้องการให้ทีมผู้บริหารรับผิดชอบอย่างจริงจัง ไม่ใช่ให้พนักงานเป็นฝ่ายถูกประเมินเพียงฝ่ายเดียว
พนักงานอีกรายมองว่าการยกเลิกไม่ได้เปลี่ยนทิศทางของบริษัท เพราะผู้บริหารยังต้องการผลักดัน AI ต่อ และสิ่งที่ตั้งใจจะวัดจากการสัมภาษณ์ซ้ำอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลงานในภายหลัง มุมมองนี้สะท้อนว่าการยกเลิกขั้นตอนสัมภาษณ์ยังไม่เท่ากับการยุติการใช้เกณฑ์การนำ AI มาใช้ประเมินพนักงาน โดยพนักงานรายนี้ระบุว่าความกังวลมีมาก่อน แต่บริษัทเพิ่งยกเลิกหลังเรื่องกลายเป็นข่าว
พนักงานรายดังกล่าวยังบอกว่า คำยืนยันว่าทิศทางของบริษัทไม่เปลี่ยนไม่ได้ทำให้เขามั่นใจ และมองว่าการตอบสนองดูเหมือนการจัดการความเสียหายจากกระแสข่าว ส่วนพนักงานอีกคนพอใจกับวิธีที่บริษัทและ Yen รับมือเป็นส่วนใหญ่ เสียงที่ต่างกันแสดงว่าการยอมรับปัญหาด้านการสื่อสารอาจช่วยคลายความกังวลของพนักงานบางคน แต่ไม่ได้ทำให้ทุกคนเชื่อว่าผู้นำจะเปลี่ยนการตัดสินใจหรือแนวทางของบริษัท
พนักงานอีกคนกล่าวว่าไม่คิดว่า Yen จะเปลี่ยนแปลงอะไร และมองว่าการประชุมเกิดขึ้นเพราะเขากำลังเผชิญแรงต่อต้าน เรื่องอำนาจก็เชื่อมโยงกับความรับผิดชอบด้วย Proton เป็นของ Proton Foundation ซึ่งมี Yen และบุคคลอื่นเป็นกรรมการทรัสตี ขณะที่พนักงานคนหนึ่งระบุว่า Yen ถือหุ้นส่วนใหญ่ของ Proton ในมุมของพนักงาน การประเมินว่าใครใช้ AI มากแค่ไหนจึงเป็นเพียงด้านหนึ่งของเรื่อง อีกด้านคือผู้บริหารต้องรับผิดชอบหรือไม่ เมื่อกำหนดเกณฑ์และทิศทางที่ส่งผลต่อการทำงาน
เสียงวิจารณ์จากผู้ใช้ยังมุ่งไปที่ความปลอดภัย
เสียงตอบรับจากผู้ใช้ Proton ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การยกเลิกสัมภาษณ์ซ้ำ รายงานระบุว่าผู้ใช้จำนวนหนึ่งวิจารณ์ผู้นำบริษัทบนสื่อสังคมออนไลน์ และบางรายเรียกร้องให้ Andy Yen ลาออก ขณะที่ผู้ใช้บางส่วนกล่าวว่าจะยกเลิกแผน Proton แบบชำระเงิน ปฏิกิริยาเหล่านี้แสดงว่าความเชื่อมั่นของลูกค้าเกี่ยวข้องกับทิศทางและการตัดสินใจของผู้บริหารด้วย
หลังรายงานสอบสวนเผยแพร่ Yen เข้าไปตอบผู้ใช้บน Reddit แต่คำตอบของเขาถูกกดคะแนนลงมากกว่า 1,200 ครั้ง รายงานระบุว่าผู้ใช้หลายคนให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขามองว่า Proton ลดความสำคัญของความปลอดภัย มากกว่าการยกเลิกสัมภาษณ์ซ้ำ การหยุดกระบวนการประเมินพนักงานตามแผนจึงยังไม่ได้ตอบข้อกังวลหลักของผู้ใช้ ซึ่งผูกความไว้วางใจไว้กับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย
การยกเลิกเป็นการเปลี่ยนมาตรการหนึ่ง แต่ปฏิกิริยาที่รายงานสะท้อนว่าผู้ใช้ยังมองไปถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมาตรการนั้น ทั้งแนวทางผลักดัน AI และการรับฟังข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย หากองค์กรสื่อสารเพียงว่าหยุดขั้นตอนใดแล้ว โดยไม่ทำให้เห็นว่าเกณฑ์และการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ ความกังวลของผู้ใช้ก็อาจยังไม่คลี่คลาย
สำหรับองค์กรที่นำ AI มาใช้ประเมินพนักงาน มุมมองของ ThinkVerse คือควรอธิบายให้ชัดว่าใช้เกณฑ์ใด ประเมินอย่างไร และนำผลไปใช้อย่างไร คำอธิบายควรตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อไม่ให้พนักงานต้องคาดเดาว่าการใช้ AI มากหรือน้อยจะส่งผลต่องานของตนแค่ไหน ขณะเดียวกัน พนักงานควรมีช่องทางทักท้วงและเสนอหลักฐาน เมื่อเห็นว่าการเร่งใช้ AI กระทบคุณภาพงานหรือความปลอดภัย การรับฟังข้อโต้แย้งช่วยให้องค์กรพิจารณาความเสี่ยงควบคู่กับเป้าหมายการนำเทคโนโลยีมาใช้
แปลว่าอะไรสำหรับคนไทย
เรามองว่ากรณีของ Andy Yen ชวนให้องค์กรไทยแยกสองเรื่องที่มักถูกรวมเข้าด้วยกัน คือการสนับสนุนให้พนักงานรู้จักใช้ AI กับการใช้ความถี่หรือปริมาณการใช้เป็นเกณฑ์วัดผลงาน การเปิดโอกาสให้ทดลองเครื่องมืออาจช่วยให้ทีมเห็นว่างานส่วนไหนทำได้เร็วขึ้น แต่จำนวนครั้งที่เปิดใช้ไม่ได้บอกว่างานมีคุณภาพหรือพนักงานตัดสินใจได้เหมาะสมเพียงใด งานเขียนร่างเอกสาร งานวิเคราะห์ข้อมูล และงานที่เกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลภายในองค์กร ต่างมีข้อจำกัดและขั้นตอนตรวจสอบที่ไม่เหมือนกัน
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้บริหารที่ออกแบบนโยบาย หัวหน้าทีมที่ประเมินผลงาน และพนักงานที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์จริง โดยเฉพาะงานที่ใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า การกำหนดให้ใช้ AI มากขึ้นโดยไม่ระบุว่างานประเภทใดเหมาะกับเครื่องมือ อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าต้องใช้ AI เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ แม้จะกังวลเรื่องการเปิดเผยข้อมูลหรือความถูกต้องก็ตาม หากองค์กรต้องการให้การใช้ AI เกิดประโยชน์ ควรกำหนดเกณฑ์ประเมินให้ชัด เช่น พิจารณาคุณภาพงาน การตรวจทาน และความเหมาะสมของวิธีทำ แทนการนับปริมาณการใช้เพียงอย่างเดียว
องค์กรไทยควรเปิดช่องให้พนักงานแจ้งเหตุผลเมื่อเห็นว่า AI ไม่เหมาะกับงาน หรืออาจกระทบข้อมูลและคุณภาพงาน โดยไม่ตีความการทักท้วงว่าเป็นการต่อต้านเทคโนโลยี เรามองว่าการใช้อย่างรับผิดชอบควรวัดจากผลลัพธ์และการตัดสินใจของคน ไม่ใช่จากการใช้ให้บ่อยที่สุด เมื่อพนักงานกล้าชี้ข้อจำกัด องค์กรก็มีโอกาสวางกติกาที่ใช้ได้จริง และไม่ผลักความเสี่ยงให้ผู้ปฏิบัติงานรับผิดชอบเพียงลำพัง