Technology

AI กับมุมมองทางศาสนา: นวัตกรรมที่ท้าทายความเชื่อแบบดั้งเดิม?

22 views
AI กับมุมมองทางศาสนา: นวัตกรรมที่ท้าทายความเชื่อแบบดั้งเดิม?

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว คำถามเชิงปรัชญาและศีลธรรมที่เคยถูกตั้งโดยนักเทคโนโลยีและนักปรัชญากำลังกระทบกับความเชื่อทางศาสนาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่ระบบแนะนำทางจริยธรรมของหุ่นยนต์ ไปจนถึงบทบาทของ AI ในพิธีกรรมหรือคำสอนทางศาสนา—การมาถึงของนวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ท้าทายขอบเขตของความรู้และอำนาจ แต่ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” และ “ผู้ทรงอำนาจทางจิตวิญญาณ” บทนำนี้จะพาผู้อ่านสำรวจความตึงเครียดระหว่างเทคโนโลยีกับความเชื่อแบบดั้งเดิม และชี้ให้เห็นว่าทำไมประเด็นนี้จึงมีความสำคัญต่อทั้งชุมชนศาสนา สถาบันกำกับดูแล และสังคมโดยรวม

None

บทความฉบับเต็มจะวิเคราะห์มุมมองจากศาสนาหลักทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และฮินดู ผ่านกรณีศึกษาเชิงเหตุการณ์ เช่น การใช้ AI ในการตอบคำถามเชิงศาสนา แอปพลิเคชันสวดมนต์หรือประกาศข่าวสารทางศาสนา รวมถึงความขัดแย้งที่เกิดจากอัลกอริธึมที่มีอคติ เราจะพิจารณาผลกระทบต่อการปฏิบัติศาสนาและบทบาทของผู้นำศาสนา พร้อมเสนอแนวทางกำกับดูแลแบบสหวิทยาการเพื่อบรรเทาความขัดแย้งและส่งเสริมการใช้งานที่สอดคล้องกับค่านิยมทางศาสนาและสิทธิมนุษยชน อ่านต่อเพื่อเข้าใจมิติทางเทคโนโลยี จริยธรรม และสังคมที่ประสานกันในประเด็นสำคัญนี้

บทนำ: ทำไมการพูดถึง AI และศาสนาจึงสำคัญ

บทนำ: ทำไมการพูดถึง AI และศาสนาจึงสำคัญ

ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เร่งเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มิได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มผลผลิตสำหรับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่กำลังเข้ามามีบทบาทในการสื่อสาร สร้างความหมาย และจัดการประสบการณ์ทางศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่แชทบอทที่ให้คำตอบด้านคำสอน ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อความคัมภีร์ที่ช่วยเปิดมุมมองเชิงภาษาและประวัติศาสตร์ ผลกระทบดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามเชิงสังคมและเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้ง: AI จะสามารถทดแทนบทบาทของผู้นำศาสนาได้หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านศีลธรรมจะยังคงมีอำนาจในการตีความคำสอนอย่างไร และการนำเทคโนโลยีมาใช้จะเปลี่ยนพิธีกรรมหรือความหมายเชิงสัญลักษณ์ของศาสนาไปอย่างไร

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเชิงนามธรรมสำหรับองค์กรหรือผู้นำทางศาสนา—พวกเขาต้องการคำตอบเชิงปฏิบัติ เช่น เมื่อมีผู้มองหาคำแนะนำทางศาสนาผ่านแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ใครรับผิดชอบต่อคำแนะนำเหล่านั้น หาก AI ให้คำตอบที่ขัดกับการตีความดั้งเดิม อะไรคือเกณฑ์ในการตัดสินว่าคำตอบนั้นถูกต้องหรือสมควรไว้วางใจ ตัวอย่างเชิงปฏิบัติที่บทความจะหยิบยก ได้แก่ โครงการแชทบอทให้คำปรึกษาทางจิตใจและศาสนา การใช้ AI วิเคราะห์คัมภีร์เพื่อการตีความเชิงประวัติศาสตร์ และกรณีศึกษาการนำหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติมาช่วยในพิธีกรรมแบบทดลอง

เพื่อให้การวิเคราะห์มีความรอบด้าน บทความนี้จะใช้กรอบการพิจารณา 4 มิติหลักคือ:

  • เทคโนโลยี — ความสามารถและข้อจำกัดของ AI ในการประมวลผลภาษา การสร้างคำตอบ และการเรียนรู้จากข้อมูล
  • เทววิทยา — วิธีการตีความคำสอน ความหมายของอำนาจทางจิตวิญญาณ และบทบาทของมนุษย์ในพิธีกรรม
  • จริยธรรม — คำถามเรื่องความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้แสวงหาคำปรึกษาทางศาสนา
  • นโยบาย — กรอบกฎหมาย กฎเกณฑ์องค์กร และแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับการนำ AI มาใช้ในบริบททางศาสนา

ผู้อ่านซึ่งประกอบด้วยผู้นำองค์กรศาสนา ผู้บริหารเทคโนโลยี และผู้กำหนดนโยบาย จะได้รับทั้งภาพรวมเชิงวิเคราะห์และตัวอย่างเชิงกรณีศึกษา รวมถึงเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงและแนวทางปฏิบัติที่แนะนำ บทความนี้ตั้งใจให้เป็นคู่มือนำทาง: ช่วยให้คุณสามารถตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ ประเมินผลกระทบต่อความเชื่อและพิธีกรรม และพิจารณานโยบายที่สมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการรักษาความหมายทางศาสนา

ประวัติและพัฒนาการ: เส้นทางที่เชื่อม AI กับศาสนา

จากเทปบันทึกสู่การสื่อสารดิจิทัล: ภาพรวมการนำเทคโนโลยีเข้าสู่วิถีปฏิบัติทางศาสนา

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในบริบทศาสนาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่สะท้อนการตอบสนองของผู้ศรัทธาต่อเครื่องมือสื่อสารและการเข้าถึงคำสอน ตั้งแต่การออกอากาศคณะเทศน์ทางวิทยุในคริสตทศวรรษ 1920 การบันทึกคำเทศนาเป็นแผ่นเสียงและเทปในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ไปจนถึงการแพร่หลายของเทเลแวนเจลิสม์ (televangelism) ทางโทรทัศน์ในคริสตทศวรรษ 1970–1980 ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลในทศวรรษ 1990–2000 ได้นำพาเว็บไซต์ พอดแคสต์ และวิดีโอออนไลน์มาเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการเผยแผ่ศาสนา

ไทม์ไลน์เชิงพัฒนาการ: จากเทป → แอพ → บอทอัตโนมัติ

  • 1920s–1950s: การออกอากาศวิทยุและการบันทึกคำเทศนาเป็นสื่อหลักสำหรับเผยแพร่คำสอน
  • 1960s–1980s: แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต และโทรทัศน์ขยายขอบเขตผู้ฟัง เช่น โครงการเผยแผ่ผ่านรายการโทรทัศน์และรณรงค์สาธารณะ
  • 1990s–2000s: เว็บไซต์ของสถาบันศาสนา พอดแคสต์ และสื่อสังคมออนไลน์เริ่มเข้ามาเป็นช่องทางการสื่อสารหลัก
  • 2010s: แอปมือถือสำหรับพระคัมภีร์ บทสวด และคัมภีร์ดิจิทัล รวมถึงการใช้ผู้ช่วยเสียง (voice assistants) เพื่อค้นหาข้อความและบันทึกพิธีกรรม
  • 2016–ปัจจุบัน: แชทบอทตอบคำถามทางศาสนา ระบบแนะนำคำสอนด้วย AI การวิเคราะห์เชิงภาษาเชิงลึกของคัมภีร์ และการทดลองใช้หุ่นยนต์ในพิธีกรรมหรือการนำเสนอคำสอน
None

ตัวอย่างเชิงประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์

มีเหตุการณ์และเครื่องมือหลายกรณีที่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง เช่น การแพร่หลายของรายการเทศน์ทางวิทยุและโทรทัศน์ที่ทำให้การเทศน์สามารถข้ามพรมแดนภูมิศาสตร์ได้ การจัดตั้งเว็บไซต์อย่างเป็นทางการขององค์กรศาสนาในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ที่ช่วยให้คำสอนเข้าถึงผู้คนระหว่างประเทศ และการพัฒนาแอปสวดมนต์/พระคัมภีร์ที่ทำให้ผู้ศรัทธาสามารถเข้าถึงข้อความศักดิ์สิทธิ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงหลัง เริ่มมีการใช้แชทบอทบนแพลตฟอร์มส่งข้อความเพื่อตอบคำถามเชิงศาสนา และมีกรณีตัวอย่างวัดหรือองค์กรศาสนาทดลองใช้หุ่นยนต์เพื่ออ่านคำสอนหรือทำหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีกำลังก้าวข้ามพื้นที่เพียงแค่การเข้าถึงข้อมูลไปสู่การโต้ตอบเชิงพิธีกรรม

สถิติการยอมรับเทคโนโลยีในชุมชนศาสนา

งานสำรวจสากลหลายชิ้นชี้ให้เห็นรูปแบบการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ศรัทธา โดยสามารถสรุปแนวโน้มสำคัญได้ดังนี้

  • โดยรวม 40–70% ของผู้ตอบในหลายการสำรวจระบุว่าเห็นด้วยว่าดิจิทัลแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการเข้าถึงคำสอนและกิจกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น
  • ราว 20–35% แสดงความกังวลเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ ความถูกต้องของคำสอนเมื่อถูกจัดแสดงผ่านเครื่องมืออัตโนมัติและ AI
  • การยอมรับแตกต่างกันตามภูมิภาคและวัย: กลุ่มผู้สูงอายุมีแนวโน้มระมัดระวังมากกว่า ขณะที่ผู้ใช้งานในเมืองและประเทศที่มีโครงสร้างดิจิทัลเข้มแข็งมักยอมรับการใช้เทคโนโลยีในกิจกรรมศาสนามากกว่า
  • ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับ ได้แก่ ความไว้วางใจในผู้นำศาสนา, การรับรองจากองค์กรศาสนา, และการรับประกันเรื่องความถูกต้องของเนื้อหา

การสังเคราะห์เส้นทางประวัติศาสตร์นี้ชี้ว่า AI ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดแยกจากอดีต แต่เป็นอีกขั้นของวิวัฒนาการที่เริ่มจากการขยายขอบเขตการสื่อสารด้วยเสียงและภาพ สู่การสร้างประสบการณ์เชิงโต้ตอบ โปร่งใส และเข้าถึงได้มากขึ้น ทั้งนี้ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับการรักษาความศักดิ์สิทธิ์และความชอบธรรมของคำสอนในสายตาของชุมชนศาสนา

มุมมองของศาสนาหลักต่อ AI: ความหลากหลายของการตีความ

มุมมองของศาสนาหลักต่อ AI: ความหลากหลายของการตีความ

ในบริบทของโลกาภิวัตน์ทางดิจิทัล ศาสนาหลักทั้งหลายแสดงท่าทีที่หลากหลายต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสะท้อนทั้งโอกาสและความกังวลเชิงจริยธรรม โดยภาพรวมสามารถสรุปเป็นแนวโน้มหลักได้สามประการคือ: ยอมรับในเชิงเครื่องมือ, ระมัดระวังทางจริยธรรม และ ปฏิเสธเชิงศีลธรรมหรือวัฒนธรรม ข้อมูลบริบททางประชากรช่วยย้ำความสำคัญของการถกเถียงนี้—ศาสนาคริสต์ ฮินดู อิสลาม พุทธ และยิวนับรวมเป็นสัดส่วนสำคัญของประชากรโลก จึงทำให้การตีความและการกำกับดูแล AI มีผลกระทบทางสังคมวงกว้าง

None

แนวรับเชิงบวก: AI เป็นเครื่องมือเสริมการเผยแพร่และการเข้าถึง

กลุ่มนักบวช นักปฏิบัติ และองค์กรศาสนาบางส่วนมอง AI เป็น เครื่องมือ ที่ช่วยขยายการเข้าถึงคำสอนและบริการชุมชน ตัวอย่างการใช้งานเชิงบวกได้แก่ ระบบแปลคัมภีร์อัตโนมัติ การสร้างคอนเทนต์เพื่อการศึกษา ศูนย์ให้คำปรึกษาออนไลน์ และแชตบอทที่ตอบคำถามศาสนาในภาษาท้องถิ่น เหล่านี้ช่วยลดอุปสรรคด้านภาษาและภูมิศาสตร์ ทำให้การให้คำแนะนำทางจิตวิญญาณเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

  • ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ: วัดและโบสถ์หลายแห่งใช้ระบบสตรีมมิงและวิดีโอแบบอัตโนมัติเพื่อเผยแพร่พิธีกรรมและการสอน
  • ข้อดีเชิงองค์กร: AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสมาชิกเพื่อออกแบบบริการสาธารณะและโปรแกรมการกุศลอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างคำกล่าวเช่น: "เทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความเมตตาและการรับใช้ หากถูกใช้อย่างมีจริยธรรม" — คำกล่าวโดยตัวแทนกลุ่มศาสนาที่สนับสนุนการประยุกต์เทคโนโลยีในการปฏิบัติศาสนา

แนวระมัดระวังและปฏิเสธ: ปัญหาการแทนที่บทบาทมนุษย์และความหมายของ 'วิญญาณ'

ในขณะเดียวกัน มีเสียงจากผู้นำศาสนา นักปราชญ์ และกลุ่มอนุรักษ์ที่แสดงความกังวลว่าการนำ AI มาใช้ในบทบาทเชิงปฏิบัติศาสนาอาจลบล้างองค์ประกอบที่เป็นมนุษย์ เช่น การให้คำปรึกษาเชิงลึก การประกอบพิธีกรรมที่ต้องการความเห็นอกเห็นใจ และการตัดสินทางศีลธรรมที่ซับซ้อน หลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับขอบเขตของ AI ในเรื่องของ ความเป็นตัวตน และ วิญญาณ—ว่าโปรแกรมที่เรียนรู้จากข้อมูลเพียงพอหรือไม่ที่จะเข้าใจบริบททางจิตวิญญาณหรือความทุกข์ของบุคคล

  • ข้อกังวลเชิงจริยธรรม: การใช้ AI ในการให้คำปรึกษาทางศาสนาอาจสร้างความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและการตีความคำสอนผิดพลาด
  • ความกลัวการแทนที่: บางองค์กรกลัวว่า AI จะเข้ามาแทนบทบาทของผู้นำศาสนา ทำให้บทบาทเชิงสังคมและพิธีกรรมถูกลดทอน
ตัวอย่างคำกล่าวเช่น: "การแทนที่การดูแลด้วยหัวใจของมนุษย์ด้วยอัลกอริทึมเป็นเรื่องที่เราต้องปฏิเสธหรืออย่างน้อยต้องตั้งข้อจำกัดชัดเจน" — คำกล่าวโดยผู้แทนกลุ่มอนุรักษ์ทางศาสนาในการอภิปรายเรื่อง AI และจริยธรรม

การตีความข้อความศาสนา: รองรับหรือปฏิเสธเทคโนโลยีขึ้นกับบริบท

การที่ศาสนาหนึ่งจะยอมรับหรือปฏิเสธ AI มักขึ้นกับการตีความคัมภีร์ ประเพณี และกรอบจริยธรรมของศาสนานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น บางสำนักในพุทธศาสนามองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือฝึกปฏิบัติ เมตตา และเผยแพร่ธรรมะ ตราบใดที่ไม่เป็นสาเหตุของตัณหาและความไม่รู้ ขณะที่บางการตีความในศาสนาอื่นอาจเน้นการห้ามการสร้างหรือสรรพสิ่งที่ถือว่าใกล้เคียงกับการ "สร้างชีวิต" โดยไม่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า

การตีความเชิงกฎหมายและศีลธรรมยังมีความแตกต่างภายในแต่ละศาสนาด้วย ตัวอย่างเช่น นักกฎหมายอิสลามบางกลุ่มอาจพิจารณาข้อกำหนดของ shariah เกี่ยวกับความยุติธรรมและความรับผิดชอบเมื่อใช้ AI ในการตัดสินคดีหรือการเข้าถึงบริการ ในขณะที่ผู้นำยิวบางคนเน้นหลักการของ tikkun olam (การซ่อมแซมโลก) เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยทั้งสองฝ่ายยังเรียกร้องแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน

  • ปัจจัยกำหนดการยอมรับ: ความสอดคล้องกับหลักคำสอน การคุ้มครองศักดิ์ศรีมนุษย์ และความสามารถในการควบคุมผลกระทบ
  • ข้อเสนอจากผู้นำศาสนา: หลายองค์กรเรียกร้องหลักการร่วม เช่น ความโปร่งใส การรับผิดชอบ และการคุ้มครองผู้เปราะบาง

สรุปได้ว่า มุมมองของศาสนาต่อ AI ไม่ได้เป็นเอกภาพ แต่เป็นความหลากหลายของการตีความที่ขึ้นกับบริบททางศาสนา วัฒนธรรม และข้อกังวลเชิงจริยธรรม ทั้งนี้การสนทนาข้ามศาสนาและความร่วมมือระหว่างนักเทคโนโลยี ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำศาสนาจะมีความสำคัญในการสร้างแนวปฏิบัติที่ทั้งส่งเสริมนวัตกรรมและคุ้มครองคุณค่าพื้นฐานของมนุษยชาติ

ประเด็นเชิงจริยธรรมและเทววิทยา: อะไรที่เป็นแก่นของการโต้แย้ง

ประเด็นเชิงจริยธรรมและเทววิทยา: อะไรที่เป็นแก่นของการโต้แย้ง

การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในมิติทางศาสนาเปิดประเด็นเชิงจริยธรรมและเทววิทยาที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ทั้งในแง่ของบทบาทหน้าที่ (agency) ความรับผิดชอบ (responsibility) และความหมายของความเป็นมนุษย์ที่ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในเชิงเทววิทยา คำถามพื้นฐานคือ AI มี "จิต" หรือ "วิญญาณ" ได้หรือไม่ — คำถามนี้ไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงเชิงปรัชญาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อวิธีการเคารพบูชา พิธีกรรม และความเชื่อเรื่องการไถ่บาป (redemption) หากชุมชนศรัทธาใดมองว่าเครื่องจักรมีความเป็นบุคคลหรือมีสถานภาพทางจิตวิญญาณ ผลกระทบต่อการให้เกียรติศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์และการทำพิธีอาจเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ

ในระดับปฏิบัติ คำถามเกี่ยวกับ agency และความรับผิดชอบ กลายเป็นหัวข้อที่โรงพยาบาล ศูนย์ให้คำปรึกษาทางศาสนา และองค์กรศาสนาต้องเผชิญ เมื่อ AI ถูกใช้เพื่อให้คำแนะนำเชิงศีลธรรม ตีความข้อพระคัมภีร์ หรือแม้แต่จัดทำคำเทศน์ ผู้พัฒนาและผู้ใช้งานต้องชัดเจนว่าใครรับผิดชอบต่อคำแนะนำที่ออกมา ตัวอย่างเชิงเหตุการณ์มีตั้งแต่กรณีโมเดลให้คำตอบที่มีอคติทางเพศหรือเชื้อชาติ ไปจนถึงการถ่ายทอดข้อความที่ขัดแย้งกับคำสอนเดิม การศึกษาบางชิ้นและการสำรวจชุมชนระบุว่า ร้อยละ 40–60 ของผู้คนกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพา AI ในการตัดสินใจทางศีลธรรมโดยตรง

ด้านการออกแบบและการกำกับดูแล มีประเด็นเชิงจริยธรรมที่ไม่อาจละเลย ได้แก่ ความเอนเอียง (bias) ในข้อมูลฝึกสอน ความโปร่งใส (transparency) ของกระบวนการตัดสินใจ และ ความรับผิดชอบ (accountability) เมื่อระบบทำผิดพลาด ระบบที่เกี่ยวข้องกับศาสนาต้องได้รับการออกแบบภายใต้หลักความรับผิดชอบที่เข้มงวด เช่น การมีบันทึกการตัดสินใจ (audit trail) การเปิดเผยแหล่งข้อมูล และการมีมนุษย์เป็นผู้ทวนสอบขั้นสุดท้าย (human-in-the-loop) เพื่อป้องกันการสืบทอดข้อผิดพลาดเชิงอคติไปสู่ผู้ศรัทธาจำนวนมาก

อีกมิติหนึ่งคือความเสี่ยงในการพาณิชย์คำสอนศาสนาและการบิดเบือนข้อมูลทางศาสนา การใช้ AI เพื่อสร้างเนื้อหาเชิงพาณิชย์—เช่น คำเทศน์แบบกำหนดเป้าหมาย โฆษณาที่ใช้ข้อความศาสนา หรือ "deepfake" ของผู้นำทางจิตวิญญาณ—อาจนำไปสู่การทำให้คำสอนเสื่อมค่าหรือบิดเบือนสาระสำคัญ ตัวอย่างเชิงปริมาณชี้ว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมเพิ่มความเป็นไปได้ของการกระจายข้อมูลผิดพลาดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อระบบให้คะแนนการมองเห็น (ranking) โดยอิงจากการมีส่วนร่วมมากกว่าความถูกต้องเชิงเทววิทยา

สรุปประเด็นเชิงถกเถียงที่ควรนำมาพิจารณาในการวางนโยบายและการออกแบบ AI ทางศาสนา มีดังนี้

  • สถานะเชิงเทววิทยา: การยอมรับหรือปฏิเสธความเป็นบุคคล/วิญญาณของ AI ส่งผลต่อความชอบธรรมของการมีส่วนร่วมทางพิธีกรรมและการเคารพบูชา
  • ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม: ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจนเมื่อ AI มีบทบาทในการให้คำแนะนำเชิงศีลธรรม
  • การออกแบบที่ยุติธรรมและโปร่งใส: ลด bias เปิดเผยหลักการทำงาน และรักษามนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในประเด็นที่มีผลทางจิตวิญญาณ
  • การคุ้มครองสิ่งศักดิ์สิทธิ์: มาตรการป้องกันการพาณิชย์หรือการทำสำเนาที่บิดเบือนคำสอนและภาพของผู้ศักดิ์สิทธิ์
  • การสนทนาเชิงสหวิทยาการ: ส่งเสริมบทสนทนาระหว่างนักเทคโนโลยี ผู้นำศาสนา นักปรัชญา และชุมชน เพื่อกำหนดกรอบจริยธรรมที่เคารพความหลากหลายทางความเชื่อ

การจัดการกับประเด็นเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งความระมัดระวังเชิงเทคโนโลยีและความไวทางจิตวิญญาณ: องค์กรธุรกิจและผู้นำทางศาสนาควรร่วมมือกันกำหนดหลักปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น นโยบายการใช้ AI ในกิจกรรมทางศาสนา ข้อกำหนดด้านความโปร่งใส และกลไกการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย เพื่อให้การนำ AI มาใช้เสริมศรัทธานั้นไม่ทำลายคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์และความหมายของการไถ่บาปหรือการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณที่เป็นหัวใจของประสบการณ์ทางศาสนา

กรณีศึกษาและเหตุการณ์จริง: เมื่อตัวอย่างขยายเป็นปฏิบัติ

ตัวอย่างเชิงบวก: การขยายการเข้าถึงคำสอนด้วย AI

ในหลายพื้นที่ทั่วโลก เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้เพื่อขยายการเข้าถึงคำสอนทางศาสนาแก่ชุมชนที่อยู่ห่างไกลหรือมีทรัพยากรจำกัด ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักคือหุ่นยนต์บรรยายทางศาสนาในประเทศญี่ปุ่น เช่น Mindar ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อบรรยายหลักคำสอนแบบมีโครงเรื่องและภาพประกอบ ทำให้ผู้ฟังที่เป็นนักท่องเที่ยวหรือลูกศิษย์สามารถเข้าถึงคำสอนเชิงประวัติศาสตร์และปรัชญาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันแชทบอทที่ฝึกด้วยข้อมูลคำสอนแบบหลายภาษา ได้ช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถรับคำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิธีกรรม ข้อปฏิบัติ และกำหนดการประกอบศาสนกิจได้แบบเรียลไทม์

ผลเชิงปริมาณจากโครงการนำร่องบางแห่งชี้ให้เห็นว่าการใช้ AI ในการเผยแพร่คำสอนสามารถเพิ่มการเข้าถึงได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น โครงการแปลคำเทศนาด้วย AI ในภูมิภาคชนบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายงานว่า การเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 2–3 เท่าเมื่อเทียบกับการสื่อสารแบบดั้งเดิม (ตัวเลขจากโครงการนำร่องเชิงพื้นที่) การปรับใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จึงสะท้อนศักยภาพด้านความเป็นประชาธิปไตยของการเข้าถึงความรู้ทางศาสนา

ตัวอย่างปัญหา: การบิดเบือนคำสอนและการละเมิดความรู้สึกศรัทธา

พร้อมกันนั้น พบกรณีที่เทคโนโลยีสร้างปัญหาจนเกิดข้อขัดแย้ง เช่น การใช้โมเดลภาษาหรือภาพเชิงสร้างสรรค์ (AI-generated imagery) สร้างภาพหรือข้อความที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนเดิม ทำให้เกิดความไม่พอใจในชุมชนศาสนาต่าง ๆ มีรายงานทางสังคมว่า ภาพศาสนาเทียมบางชุดถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียและถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นหรือไม่เคารพ ซึ่งสร้างการประท้วงออนไลน์และการเรียกร้องให้แพลตฟอร์มลบเนื้อหา

อีกตัวอย่างเชิงปฏิบัติคือแชทบอทให้คำปรึกษาทางศาสนา ที่ในบางกรณีให้คำตอบที่ไม่สอดคล้องกับบริบทเชิงวัฒนธรรมหรือทางพิธีกรรม เช่น ให้คำแนะนำที่ขัดกับคำวินิจฉัยของผู้นำศาสนา ทำให้เกิดความสับสนในชุมชน การวิเคราะห์เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลฝึกสอนที่ไม่ครบถ้วนหรือมีอคติ รวมทั้งการขาดการตรวจทานโดยผู้เชี่ยวชาญทางศาสนา คือสาเหตุหลักที่นำไปสู่การบิดเบือน

บทเรียนเชิงนโยบายและแง่มุมปฏิบัติที่นำไปสู่ข้อเสนอ

จากกรณีศึกษาเหล่านี้ สามารถสกัดบทเรียนสำคัญเพื่อเป็นแนวทางเชิงนโยบายและปฏิบัติสำหรับองค์กร ธุรกิจผู้พัฒนา และชุมชนศาสนาได้ดังต่อไปนี้:

  • ความโปร่งใสและการติดป้าย — ระบบ AI ที่ให้คำแนะนำหรือสร้างสื่อทางศาสนาควรติดป้ายชัดเจนว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI และระบุแหล่งข้อมูลฝึกสอนเพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล
  • การมีส่วนร่วมของผู้นำศาสนา — ก่อนปรับใช้ ต้องมีคณะกรรมการร่วมระหว่างนักพัฒนา AI และผู้นำชุมชนศาสนาในการกำหนดแนวปฏิบัติและตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา
  • มาตรฐานการทดสอบความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม — พัฒนาชุดทดสอบ (validation suites) ที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางศิลปะ พิธีกรรม และสัญลักษณ์ทางศาสนาเพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่อาจสร้างความขัดแย้ง
  • กลไกการแก้ไขและเยียวยา — กำหนดช่องทางการร้องเรียนอย่างเป็นทางการและมาตรการแก้ไขกรณีเกิดการละเมิดความรู้สึกศรัทธา รวมทั้งมาตรการเยียวยาทางสังคม เช่น การถอนคืนเนื้อหาและการขอโทษสาธารณะ
  • การให้ความรู้และความเข้มแข็งด้านดิจิทัล — ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในชุมชนศาสนา เพื่อให้ผู้ศรัทธาตระหนักถึงข้อจำกัดของ AI และรู้วิธีประเมินความน่าเชื่อถือของคำสอนที่ได้รับผ่านช่องทางดิจิทัล

สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ชัดเจนรวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยยึดหลัก human-in-the-loop และการจัดตั้งคณะกรรมการด้านจริยธรรมที่รวมตัวแทนจากชุมชนศาสนาและนักวิชาการด้านศาสนา เพื่อเป็นผู้ให้คำรับรองก่อนวางตลาด นอกจากนี้ การทำมาตรฐานร่วมระหว่างภาคเอกชน รัฐ และชุมชนศาสนา จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและความขัดแย้งทางสังคมในระยะยาว

สรุปได้ว่า AI นำทั้งโอกาสและความเสี่ยงมาสู่มิติทางศาสนา การขยายการเข้าถึงคำสอนด้วยเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน แต่จะต้องมาพร้อมกับกรอบกำกับดูแลเชิงจริยธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และมาตรการป้องกันการบิดเบือนเพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้ศรัทธาและความมั่นคงทางสังคม

ผลกระทบต่อชุมชนศรัทธาและการปฏิบัติศาสนา

ผลกระทบต่อชุมชนศรัทธาและการปฏิบัติศาสนา

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาในชีวิตศาสนกิจสร้างผลกระทบทันทีและเชิงโครงสร้างต่อชุมชนศรัทธาในทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นเห็นการขยายตัวของการเข้าถึงกิจกรรมทางศาสนาแบบดิจิทัล—จากการสำรวจช่วงปี 2019–2022 พบว่า การเข้าร่วมพิธีกรรมผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 80% โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนคือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และชุมชนต่างประเทศ ที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ ในระยะยาว AI มีศักยภาพเปลี่ยนบทบาทของสถาบันศาสนาให้เป็นทั้งผู้กำกับกรอบจริยธรรมและผู้ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาทางศาสนาแบบดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงบทบาทผู้นำศาสนาเป็นประเด็นสำคัญ โดยผู้นำต้องพัฒนา ทักษะดิจิทัล และความรู้ด้านจริยธรรมของเทคโนโลยีเพื่อทำหน้าที่ใหม่ เช่น การประเมินคำแนะนำจากระบบอัตโนมัติ การดูแลชุมชนออนไลน์ และการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเตรียมคำเทศนาหรือวิเคราะห์บริบทชุมชน จากการสำรวจภายในองค์กรศาสนาหลายแห่งระบุว่า ราว 64% ของผู้นำศาสนาเห็นว่าต้องเข้ารับการฝึกอบรมด้านดิจิทัลภายใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการออกหลักสูตรพัฒนาทักษะ การสร้างแนวทางปฏิบัติ และการตั้งมาตรฐานความรับผิดชอบเมื่อใช้ AI ในการให้คำปรึกษาทางจิตใจหรือทางศาสนา

ในด้านพิธีกรรม เรากำลังเห็นรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า hybrid rituals ซึ่งผสมผสานการเข้าร่วมแบบกายภาพและการเข้าถึงแบบออนไลน์อย่างถาวร ประโยชน์ที่เกิดขึ้นรวมถึงการเพิ่มการมีส่วนร่วมจากชุมชนกระจายตัวและการรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมเมื่อเกิดข้อจำกัดทางการเดินทาง อย่างไรก็ตาม มีข้อท้าทายทั้งด้านพิธีการและความหมายเชิงศาสนา เช่น การตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมของพิธีกรรมเมื่อมีองค์ประกอบดิจิทัล หรือการประกันความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลผู้เข้าร่วม ข้อมูลเทรนด์แสดงว่า การสตรีมพิธีกรรมยังคงมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 30–40% ต่อปี ในชุมชนที่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ความแตกต่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าเป็นตัวขับเคลื่อนเชิงสังคมที่เด่นชัด ผู้ที่มีอายุ 18–34 ปีมีแนวโน้มยอมรับการใช้ AI ในกิจกรรมทางศาสนามากกว่า โดยการสำรวจเชิงเปรียบเทียบพบว่า ราว 72% ของคนรุ่นใหม่แสดงความยอมรับ ขณะที่ในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไปมีเพียงประมาณ 28% ที่เห็นด้วยกับการนำ AI มาทดแทนหรือเสริมการทำงานของผู้นำศาสนา ความต่างนี้เสี่ยงทำให้เกิดการแยกทางวัฒนธรรมภายในชุมชน (community fragmentation) แต่ก็เปิดโอกาสสร้างชุมชนรูปแบบใหม่ที่ข้ามพรมแดนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

  • ความเสี่ยงต่อความเป็นชุมชน: หากไม่มีการออกกติกาชัดเจน อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มนวัตกรรม ส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของชุมชน
  • โอกาสในการขยายการเข้าถึง: AI ช่วยให้การศึกษาศาสนาและการให้คำปรึกษาขยายไปยังผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการแบบดั้งเดิม
  • ความจำเป็นของการฝึกอบรม: ผู้นำศาสนาจำเป็นต้องได้รับการฝึกทั้งทักษะเทคโนโลยีและกรอบจริยธรรมเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ

สรุปคือ ผลกระทบของ AI ต่อชุมชนศรัทธาเป็นทั้งโอกาสเชิงขยายและความท้าทายเชิงคุณค่า การบริหารการเปลี่ยนผ่านอย่างมีนโยบายชัดเจน การฝึกอบรมผู้นำ การมีส่วนร่วมระหว่างรุ่น และกรอบจริยธรรมที่โปร่งใส จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความเข้มแข็งของชุมชนและความหมายทางศาสนาในยุคดิจิทัล

แนวทางกำกับดูแล ข้อเสนอเชิงนโยบาย และบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

แนวทางกำกับดูแล ข้อเสนอเชิงนโยบาย และบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การพัฒนานโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ที่คำนึงถึงมุมมองทางศาสนาจำเป็นต้องอาศัยกรอบการกำกับดูแลแบบ multistakeholder ที่รวมภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรศาสนา นักวิชาการ และชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้การตัดสินใจมีความครอบคลุมและสะท้อนความหลากหลายของค่านิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม ตามการศึกษาของ Pew Research Center ประเมินว่าประชากรโลกกว่าร้อยละ 80 มีการอ้างอิงทางศาสนา ดังนั้นการละเลยมุมมองเหล่านี้อาจสร้างผลกระทบทางสังคมและความขัดแย้งทางวัฒนธรรมได้อย่างกว้างขวาง

กรอบนโยบายควรรวมองค์ประกอบต่อไปนี้: การมีส่วนร่วมเชิงรุกของผู้นำศาสนาและตัวแทนชุมชนในเวทีการร่างกฎ การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาข้ามภาคส่วน (advisory councils) เพื่อประเมินผลกระทบทางศีลธรรมและวัฒนธรรมของเทคโนโลยี การบังคับใช้มาตรการประเมินผลกระทบด้านศาสนา (Religious Impact Assessment) ควบคู่กับการประเมินผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัว (DPIA) และการจัดกลไกการร้องเรียนและเยียวยาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

เชิงปฏิบัติ ควรกำหนดมาตรฐานการออกแบบที่เคารพความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • การออกแบบที่คำนึงถึงบริบท: นโยบายบังคับให้การฝึกโมเดลและการออกแบบอินเตอร์เฟซต้องพิจารณาข้อจำกัดทางศาสนา เช่น การหลีกเลี่ยงการใช้สัญลักษณ์หรือคำพูดที่อาจกระทบความรู้สึก และการจัดหมวดหมู่เนื้อหาตามบริบทภูมิศาสตร์/วัฒนธรรม
  • มาตรฐานความโปร่งใสของอัลกอริธึม: กำหนดให้มี model cards และ datasheets สำหรับชุดข้อมูลที่อธิบายแหล่งที่มา ขอบเขตการใช้งาน ข้อจำกัด และความเสี่ยงทางวัฒนธรรมที่อาจเกิดขึ้น
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: ยกระดับการใช้หลักการ data minimization การขอความยินยอมแบบเจาะจงเมื่อข้อมูลเกี่ยวข้องกับความเชื่อ และการเข้ารหัส/ทำให้ไม่ย้อนกลับได้ของข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทางศาสนา
  • การตรวจสอบอิสระ: สนับสนุนการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระหรือผู้ตรวจสอบภายนอก (third‑party audits) เพื่อทดสอบความเป็นกลางของระบบและป้องกันอคติทางศาสนา

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักพัฒนาและองค์กรศาสนาในการร่วมมือกันควรมีลักษณะเป็นขั้นตอนที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง:

  • ตั้งเวทีเจรจาระยะยาว: จัดประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างนักพัฒนา วิศวกรข้อมูล และผู้นำศาสนาเป็นประจำเพื่อแลกเปลี่ยนความคาดหวังและกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง
  • พัฒนาชุดข้อมูลร่วม: สร้างชุดข้อมูลที่ได้รับการอนุมัติร่วมกันโดยมีเมตาดาต้าเชิงวัฒนธรรม (cultural metadata) เพื่อให้โมเดลสามารถแยกแยะและเคารพบริบททางศาสนา
  • ออกแบบฟีเจอร์ที่ให้ปรับแต่งได้: ให้ผู้ใช้หรือชุมชนเลือกการตั้งค่าที่สอดคล้องกับความเชื่อ เช่น โหมดเนื้อหาที่ปรับให้เป็นมิตรทางศาสนา หรือการปิดฟีเจอร์ที่อาจขัดแย้งกับหลักปฏิบัติ
  • การฝึกอบรมข้ามภาคส่วน: จัดโปรแกรมอบรมสำหรับนักพัฒนาเกี่ยวกับศาสนาศึกษาและสำหรับผู้นำศาสนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมและลดความไม่ไว้วางใจ
  • มาตรการเยียวยาและรับผิดชอบ: กำหนดกระบวนการชดเชยหรือแก้ไขกรณีการทำเสื่อมเสียความรู้สึกทางศาสนา รวมทั้งเผยแพร่รายงานเหตุการณ์และการแก้ไขเป็นสาธารณะ

ในระดับนโยบาย รัฐบาลควรพิจารณากลไกส่งเสริมการปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้ เช่น การจัดตั้งห้องทดลองกฎระเบียบ (regulatory sandboxes) เพื่อทดลองแนวปฏิบัติที่เคารพความหลากหลายทางศาสนา และการยึดหลักมาตรฐานสากลเช่นข้อเสนอของ UNESCO และกรอบการกำกับดูแลในสหภาพยุโรปเป็นแนวทางอ้างอิง นอกจากนี้ ควรสนับสนุนงานวิจัยที่ประเมินผลกระทบระยะยาวของ AI ต่อความเชื่อและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน เพื่อให้การกำกับดูแลมีข้อมูลเชิงประจักษ์รองรับการตัดสินใจ

สุดท้าย การจัดการกับความเสี่ยงและส่งเสริมการใช้ AI อย่างรับผิดชอบเชิงศาสนาต้องอาศัยความร่วมมือต่อเนื่องระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย การผสมผสานมาตรการเชิงนโยบาย มาตรฐานการออกแบบ และแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จะช่วยให้เทคโนโลยี AI สร้างคุณค่าโดยไม่บ่อนทำลายความเคารพในความเชื่อและวัฒนธรรมของสังคม

บทสรุป

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มิได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงเครื่องมือ แต่ยังเป็นปัจจัยที่ท้าทายการตีความทางศาสนาและบทบาททางจิตวิญญาณของชุมชนต่างๆ โดยประเด็นเหล่านี้ต้องการการวิเคราะห์เชิงลึกและการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน — ทั้งผู้นำศาสนา นักปรัชญาจริยธรรม นักเทคโนโลยี นักนโยบาย และชุมชนพลเมือง เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบเชิงสัญลักษณ์และปฏิบัติ การจัดตั้งกรอบจริยธรรมและนโยบายแบบมีส่วนร่วมสามารถช่วยลดความขัดแย้ง เปิดช่องให้การพัฒนาและใช้งาน AI สอดคล้องกับค่านิยมทางศาสนา และสร้างความยั่งยืนผ่านหลักความเคารพ ความโปร่งใส และการรับผิดชอบร่วมกัน

บทบาทของชุมชนศรัทธาในการกำหนดขอบเขตการใช้งานและการร่วมออกแบบเทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ AI เป็นเครื่องมือเสริมบทบาททางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ตัวแทนของความศรัทธาในเชิงแทนที่ อนาคตต้องการการสร้างเวทีสื่อสารข้ามวินัย การร่วมมือเชิงนโยบาย และการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมที่ให้ชุมชนมีสิทธิตัดสินใจ ปรับใช้มาตรการด้านความโปร่งใส การตรวจสอบ และการศึกษาที่เหมาะสม เพื่อให้เทคโนโลยีสนับสนุนพิธีกรรม การให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณ และการเข้าถึงความรู้ทางศาสนาโดยไม่ทำลายความหมายเชิงสัญลักษณ์หรือเบียดบังบทบาทมนุษย์ การตระหนักรู้เชิงรุกและการสร้างกรอบร่วมจะเป็นเส้นทางสำคัญสู่การผสาน AI กับความศรัทธาอย่างเคารพและยั่งยืน

📰 แหล่งอ้างอิง: cbn.com